มาทำความรู้จักโรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)

ทำไมตั้งชื่อพยาธิชนิดนี้ในภาษาไทยว่า “ตัวจี๊ด”

ชื่อนี้ได้จากปากคำผู้ป่วยที่บอกว่า เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะเกิดอาการบวม เจ็บ มีริ้วรอยคดเคี้ยวไปมาที่ผิวหนัง มีอาการคัน อาการเจ็บจี๊ดๆ และปวดจี๊ดๆ โดยมีผู้ปว่ยดังกล่าวมีประวัติรับประทานประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือ ดิบๆ สุกๆ มาก่อน

โรคพยาธิตัวจี๊ดพบได้ที่ใดบ้าง

มีรายงานว่าพบโรคนี้ส่วนใหญ่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พบในประเทศไทย มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิสราเอล และอินเดีย รวมทั้วบางท้องที่ของทวีปอเมริกากลางและทวีปอเมริกาใต้

บริเวณที่พบโรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)

บริเวณที่พบโรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)

ในประเทศไทยมีสัตว์ประมาณ 48 ชนิดที่ตรวจพบว่ามีตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะติดต่อ (infective stage) ของพยาธิตัวจี๊ดซึ่งติดต่อสู่คน ได้แก่ ปลาน้ำจืด เช่น ปลาไหล ปลาช่อน ปลาดุก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ตะกวาด สัตว์ปีก เช่น นกกินปลาชนิดต่างๆ รวมทั้งเป็ดและไก่ สัตว์ฟันแทะ เช่น หนูพุก หนูท้องขาว กระแต ส่วนสัตว์ที่เป็นรังโรคพยาธิตัวจี๊ดมีหลายชนิด เช่น สุนัข แมว เสือ จากการสำรวจปลาไหลในเขตภาคกลางของประเทศไทย พบว่ามีการแพร่กระจายของพยาธิตัวจี๊ดในหลายจังหวัด เช่น นครนายก ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ราชบุรี สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น อาหารที่ปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารหมักที่ทำจากปลาน้ำจืด เช่น ส้มฟัก ปลาร้า ปลาเจ่า หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ ก็พบว่ามีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดอยู่เช่นกัน

วงชีวิตของพยาธิตัวจี๊ด

วงชีวิตของพยาธิตัวจี๊ด

ศ.นพ.เฉลิม พรหมมาส (คุณหลวงเฉลิมคัมภีรเวชช์) และ ศ.นพ.สวัสดิ์ แดงสว่าง ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในทางวิชาการเรื่อง พยาธิตัวจี๊ด ในขณะที่วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังหาคำตอบเกี่ยวกับเจ้าพยาธิตัวนี้  ท่านทั้งสองได้ค้นพบวงชีวิตของพยาธิตัวจี๊ด ทำให้มนุษย์สามารถหาทางป้องกันการติดต่อของโรคนี้ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พยาธิตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้และเพศเมียอาศัยอยู่ในก้อนทูมที่ผนังกระเพาะอาหารของแมว สุนัข เสือ และสัตว์กินเนื้อชนิดอื่นๆ ซึ่งจัดแป็นโฮสต์ที่แท้จริง หรือโฮสต์สุดท้าย (definitive host or final host) ของพยาธิตัวจี๊ด ตัวเต็มวัยเพศเมียยาวประมาณ 25-54 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศผู้ยาวประมาณ 11-25 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร ส่วนหัวแยกออกจากลำตัวชัดเจน และมีหนามเรียงอยู่รอบหัวประมาณ 8 แถว ตัวเต็มวัยจะผสมพันธุ์และเพศเมียออกไข่อยู่ในกระเพาะอาหารและเข้าสู่ทางเดินอาหาร เมื่อสัตว์ถ่ายอุจจาระ ก็จะมีไข่พยาธิจะปะปนออกมาด้วย ถ้าอุจจาระอยู่ในที่แห้งเป็นเวลานาน ไข่พยาธิก็จะตาย แต่ถ้าอุจจาระถูกชะลงไปอยู่ในที่ที่มีความชื้นและความร้อนพอเหมาะ เช่น ในแอ่งน้ำ หนอง บึง ลำคลอง แม่น้ำ ประมาณไม่เกิน 2 อาทิตย์ ไข่ก็จะกลายเป็น ตัวอ่อนระยะที่ 1 ใน 4-5 วัน  และฟักเป็นตัวออกมาว่ายไปมาในน้ำ  ซึ่งจะตายภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่ได้ถูกกินโดย กุ้งไร (cyclop) เมื่อกุ้งไร (โฮลต์ตัวกลางที่ 1) กินตัวอ่อนระยะที่ 1 เข้าไป ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตในและลอกคราบเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 รูปร่างระยะนี้คล้ายตัวเต็มวัย แต่ตัวเล็กกว่ามาก ตัวอ่อนระยะที่ 2 นี้ มีชีวิตอยู่ได้นานแม้ว่าตัวกุ้งไรตายแล้ว เมื่อมันหลุดออกมาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ เคยมีการทดลองพบว่าอยู่ในน้ำได้นานถึง 16 วัน ตราบใดที่กุ้งไรมีชีวิตอยู่ ตัวอ่อนมันก็มีชีวิตร่วมอยู่ได้ตลอดเวลา

ต่อมามีสัตว์หลายชนิด (โฮลต์ตัวกลางที่ 2) มากินกุ้งไรที่มีตัวอ่อนระยะที่ 2 เข้าไป ตัวอ่อนก็จะเจริญเติบและลอกคราบเป็นเป็นระยะที่ 3 ซึ่งมีความทนทานมากขึ้นและอยู่ในสัตว์ดังกล่าว ปัจจุบันพบว่ามีสัตว์ 44 ชนิด ที่มีตัวอ่อนระยะนี้ได้ตามธรรมชาติคือ ปลาน้ำจืด 16 ชนิด เช่น ปลาไหล ปลาดุก ปลาช่อน ฯลฯ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 2 ชนิด คือ กบ 2 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 11 ชนิด เช่น งูบางชนิด และ เหี้ย ฯลฯ สัตว์ปีก 11 ชนิด เช่น ไก่ เป็ด นก ฯลฯ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 4 ชนิด เช่น กระแต หนู ฯลฯ เมื่อสัตว์ข้างต้นที่ว่ากินกุ้งไรเข้าไป ตัวอ่อนที่อยู่ในตัวกุ้งไรก็จะเข้าไปในกระเพาะและลำไส้ของสัตว์นั้น จากนั้นจะไชทะลุไปอยู่ในส่วนต่างๆ โดยมากพบอยู่ในเนื้อของสัตว์ดังกล่าว และเจริญเติบโตเป็นระยะติดต่อ แล้วสร้างถุงหุ้ม (cyst) ตัวเองขึ้น ฝังตัวเองอยู่ในส่วนต่างๆ ของสัตว์เหล่านั้นได้เป็นระยะติดต่อ (infective stage) ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิมีลักษณะคล้ายพยาธิตัวเต็มวัย แต่มีหนามเรียงอยู่รอบหัวประมาณ 4 แถว และมีขนาดเล็ก ประมาณ 0.4-0.9 ซม. ตัวอ่อนนี้อาจส่งผ่านระหว่างการกินเนื้อสัตว์กันเอง ตัวอ่อนนี้มีชีวิตอยู่ได้นานมากในสัตว์พาหะขนส่ง (paratenic host) เหล่านี้ เคยมีการทดลองพบว่ามีมีชีวิตอยู่ได้ 3 ปี  คาดว่าคงอาศัยอาหารภายในถุงหุ้มที่สะสมไว้  ถ้าไม่มีสัตว์ใดมากินสัตว์พาหะนี้เข้าใจว่าอาจตายเองได้  นอกจากนี้ยังพบว่าพยาธิสามารถเจริญและเจริญเป็นระยะตัวอ่อนที่ 3 ในกุ้งไรได้ ถ้าแมว สุนัข กินสัตว์ที่มีพยาธินี้เข้าไป ตัวอ่อนก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในกระเพาะอาหาร โดยมีตัวเต็มวัยเพศผู้หนึ่งตัวและเพศเมียหลายตัวรวมกันอยู่ในก้อนทูม (tumor) และเกิดการผสมพันธุ์กัน จากนั้นเพศเมียออกไข่ออกมากับอุจจระของสัตว์ ไข่ตกลงไปในแหล่งน้ำจืดเจริญเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนฝักออกมาในน้ำและเจริญตามวัฏจักรเหมือนที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น และในที่สุดโฮสต์สุดท้าย เช่น แมวหรือสุนัข กินตัวอ่อนระยะที่ 3 เข้าไป แล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัยต่อไป  แต่ถ้าคนบังเอิญไปกินเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิระยะที่ 3 โดยกินเป็นอาหารสุกๆ ดิบๆ ตัวอ่อนจะไชทะลุออกจากกระเพาะอาหารและลำไส้ และในเวลาไม่นานพยาธิตัวอ่อนซึ่งมีขนาดยาวประมาณ 0.4 – 0.9 ซม. จะคืบคลานและไชชอนเข้าไปในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายของคน  ซึ่งบางรายอาจเสียชีวิตได้ถ้าพยาธิไชไปที่อวัยวะสำคัญ เนื่องจากคนเป็นโฮสต์ผิดธรรมชาติ (wrong host or accidental host) พยาธิจึงไม่สามารถเจริญตามขั้นตอนตามปกติ จนถึงตัวเต็มวัยและออกไข่ได้เหมือนที่เกิดขึ้นใน เสือ สุนัข หรือ แมว

Gnathostomiasis3

คนติดโรคพยาธิตัวจี๊ดได้อย่างไร

  1. โดยการดื่มน้ำที่มีกุ้งไรที่มีระยะติดต่อระยะที่ 3 ปะปนเข้าไป
  2. โดยการรับประทานเนื้อปลา กบ ไก่ เป็ดฯลฯ ที่มีระยะติดต่อระยะที่ 3 โดยปรุงเนื้อสัตว์เหล่านี้ให้สุกด้วยความร้อนไม่เพียงพอ
  3. โดยการติดต่อจากมารดาไปยังตัวอ่อนในครรภ์
  4. โดยการไชของระยะติดต่อระยะที 3 เข้าทางผิวหนังโดยเฉพาในคนบางกลุ่มที่ใช้เนื้อสัตว์สดๆ เช่น กบ ปลา มาพอกแผลเพื่อให้หายเร็วขึ้น
  5. โดยการไชของระยะติดต่อระยะที่ 3 เข้าบาดแพลที่มือ ดังนั้นคนมีบาดแพลที่มือจึงไม่ควรแล่เนื้อปลา หรือสัตว์น้ำจืดอื่นๆ รวมทั้งเนื้อไก่ และเนื้อหมู (เนื่องจากสัตว์ดังกล่าวไปกินน้ำที่มีกุ้งไรที่มีตัวอ่อนของพยาธิตัวจี๊ดอยู่)


ผู้ที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดมักจะมีอาการอย่างไรบ้าง

เมื่อคนได้รับตัวอ่อนระยะที่ 3 ของพยาธิตัวจี๊ดเข้าไป ตัวอ่อนจะไชไปตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกายทำให้เกิดอาการแสดงตามตำแหน่งที่มีพยาธิอยู่ เช่น ไชไปตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังก็เกิดอาการบวมเคลื่อนที่ หรือเข้าสมองก็เกิดสมองอักเสบ หรือไชไปที่ลูกตาอาจทำให้ตาบอด เป็นต้น อาการของโรคนี้จึงอาจต่างกันสุดแล้วแต่พยาธิมันจะไปอยู่ส่วนไหนของร่างกาย  อาการทั่วไปทีมีรายงานมีดังนี้

  1. อาการบวม ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อพยาธิขึ้นมาอยู่บริเวณผิวหนัง ส่วนบริเวณที่บวม มักไม่แน่นอนแล้วแต่พยาธินั้นจะไปอยู่ที่ใดนานพอ อาจเป็นบริเวณหน้า ส่วนลำตัว มือ หนังตา เท้า ฯ แต่เมื่อพยาธิเคลื่อนที่ไปอยู่ที่ใหม่เช่นลงไป ลึกมากจากผิวหนัง อาการบวมที่ตำแหน่งเดิมก็ค่อยๆ ยุบหายไป วันดีคืนดีก็ขึ้นมาอยู่บริเวณผิวหนังทำให้เกิดบวมขึ้นที่บริเวณใหม่อีก อาการ เดี๋ยวบวมเดี๋ยวหายและเคลื่อนที่ไปได้เรีอยๆ (migratory inflammation or migratory swelling) นี้ เป็นอาการหนึ่งที่สำคัญ ทำให้นึกถึงการติดโรคพยาธิตัวจี๊ด
  2. อาการปวด ไม่เสมอไปทุกราย โดยมากมีอาการปวดจี๊ดๆ หรือแปล๊บๆ คล้ายตัวสัตว์กัด บางรายมีอาการปวดเป็นพักๆ และบางครั้งก็มากจนถึงกับรบกวน แต่ตามปกติอาการปวดมักไม่ร้ายแรงนัก
  3. อาการคัน บางรายมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย แต่โดยมากมักมีจนชวนให้เกา อาการคันบริเวณดังกล่าวจะหายไปเมื่อพยาธิเคลื่อนไปที่อื่น แต่มักจะทำให้เกิดคันอีกเมื่อยังเคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนังตื้นๆ
  4. อาการอื่นๆ แล้วแต่พยาธิจะเข้าสู่ไปสู่อวัยวะใด ถ้าเข้าสู่สมองอาจทำให้หมดสติและอาจถึงแก่กรรมได้ มีความร้ายแรงมากน้อยและเกิดอาการอีกหลายอย่าง แล้วแต่อวัยวะที่พยาธิดินทางไปอาศัยอยู่

Gnathostomiasis4
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรามีพยาธิตัวจี๊ดหรือไม่

การที่จะบอกว่าเป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดแน่นอน ต้องตรวจพบตัวพยาธิ ซึ่งอาจจะไชออกมาเองทางผิวหนัง  ทางเหงือกทาง เยื่อตาขาว หรือออกมากับปัสสาวะ เป็นต้น จัดเป็นวิธีการวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุด โดยทั่วไปมักไม่พบพยาธิแม้จะผ่าเข้าไปข้างในบริเวณที่บวม ดังนั้นการที่จะบอกว่าเป็นโรคนี้จึงมักดูจากอาการของโรคว่ามีอาการเจ็บ ปวด บวม เคลื่อนที่ได้ และพฤติกรรมการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

ผลการตรวจเลือดจากห้องปฏิบัติการ เช่นการพบภาวะที่เม็ดเลือดขาวชนิดมอีโอสิโนฟิล (eosinophil) สูงถึง ร้อยละ 30-80 การทดสอบทางผิวหนัง (skin test) ที่ให้ผลบวกของการทดสอบ ช่วยประกอบการวินิจฉัยโรคได้  แต่อย่างไรก็ตามผลนี้ไม่จำเพาะต่อโรคพยาธิตัวจี๊ด 100%  การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง สามารถช่วยบ่งบอกถึงตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพได้ โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยอาจพบลักษณะเลือดออกในสมอง โพรงน้ำในสมองอุดกั้น หรือลักษณะของการระคายเยื่อหุ้มสมอง ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับว่าการวินิจฉัยที่ให้ผลความไวและความจำเพาะสูงถึง 100% คือการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาด้วยวิธีอีไลซ่า (ELISA) โดยใช้แอนติเจนจากตัวอ่อนระยะที่ 3 ของพยาธิจีดัวจี๊ด (crude somatic extract) หรือใช้ชิ้นโพลีเปปไทด์ ขนาด 24 กิโลดาลตัน (24 kDa)

จะทำการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดได้อย่างไร

ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะที่ยอมรับทั่วไปว่ารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดด้หายขาด ยารักษาที่ใช้อยู่เป็นยาช่วยลดอาการบวมและคัน เช่น ยาจำพวกเพรดนิโซโลน (prednisolone) และไดเอทธิลคาบามาไซน์ (diethylcarbamazine) (hetrazan) ให้ทุเลาลง และยาที่ใช้รักษาที่อยู่ในปัจจุบันนี้คือ ยาอัลเบนดาโซล ( albendazole ) โดยให้ผู้ป่วยรับประทานขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 21 วัน บางรายแพทย์สามารถทำการผ่าตัดเอาตัวออกมาได้ แต่ทั้งนี้แล้วแต่ตำแหน่งของพยาธิที่พบ การผ่าเอาตัวแก่ออกจากอวัยวะที่เกิดอาการบวมแดง อาจพ่นด้วยยา เอทิล คลอไรด์ (ethyl chloride) ซึ่งจะ ทำให้พยาธิหยุดการเคลื่อนไหวช่วยให้ผ่าตัดง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีคนไข้บางคนที่พยาธินี้หลุดออกมาเองโดยไม่รู้ตัว เช่น หลุดออกจากเปลือกตา จากการไอหรือการขากสมหะ  หลุดออกทางช่องปัสสาวะ หรือบริเวณผิวหนัง  เป็นต้น หรือหายไปโดยไม่ทราบชัดแน่นอน  โดยมากผู้ป่วยจะมีตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ดเพียงตัวเดียว ถ้าพยาธิออกมาแล้วก็มักหายจากโรคเลย (ยกเว้นกินพยาธิตัวอ่อนเข้าไปมากกว่าหนึ่งตัว) พยาธิแต่ละตัวจะมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้นานนับสิบปี  ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรทำการรักษาด้วยตัวเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง  มิฉะนั้นพยาธิอาจเดินทางไปอวัยวะสำคัญซึ่งจะทำให้เสียชีวิตได้

เมื่อไม่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อการหายขาดสมบูรณ์  จะทำการป้องกันการติดโรคพยาธินี้ได้อย่างไร

เมื่อไม่มียารักษาที่ให้ผลสมบูรณ์ การป้องกันจึงเป็นวิธีเดียวและดีที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้พ้นอันตรายจากโรคนี้ ซึ่งมีดังนี้

  1. ไม่ดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของกุ้งไร
  2. ไม่รับประทานที่ปรุงจากเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เช่น  อาหารประเภท ยำ ลาบ ลาบ ก้อย แหนม หมก พล่า ปลาร้า ปลาเจ่า ส้มฟัก หรืออาหารที่ปรุงขึ้นด้วยเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ที่สงสัยอื่นๆโดยเฉพาะ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาไหล ไก่ เป็ด กบ ควรทำให้สุกก่อน โดยทำให้เป็นชิ้นเล็กพอสมควรแล้วต้มในน้ำกำลังเดือดนานอย่างน้อย 5 นาที หรือ ทอด ปิ้ง ย่าง ให้สุกทั่วถึงดีด้วยความร้อนสูงๆ จึงจะทำให้ตัวอ่อนพยาธิซึ่งอยู่ในเนื้อลึกๆ ตายได้ น้ำส้มสายชูและน้ำมะนาวที่ใช้ปรุงอาหารกันตามปกติ ไม่สามารถฆ่าพยาธิเหล่านี้ได้
  3. ไม่ใช้เนื้อสด โดยเฉพาะเนื้อกบ เนื้อปลา พอกบริเวณบาดแผล
  4. คนที่สัมผัสกับเนื้อสด เช่นคนแล่หรือหั่นเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ไม่ควรมีบาดแผลที่มือ ถ้าจำเป็นต้องทำให้ใส่ถุงมือยางชนิดหนา
  5. ให้ความรู้เรื่องสาเหตุและการป้องกันโรคพยาธิแก่ประชาชน เนื่องจากการป้องกันถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโรคพยาธิตัวจี๊ด


บทความนี้รวบรวมและเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. ศ.เวช ชูโชติ www.med.cmu.ac.th/dept/…/Gnathostomiasis.htm
  2. http://www.med.cmu.ac.th/dept/parasite/nematode/framene.htm
  3. หมอชาวบ้าน นักเขียนรับเชิญ: กองบรรณาธิการ โพสโดย Anonymous เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2525 17:00
  4. การตรวจรักษาพยาธิ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน www.doctor.or.th › ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ‎  Sep 30, 2009
  5. โรคพยาธิตัวจี๊ด เรียบเรียงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พารณ ดีคำย้อย และคณะฯ   คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
  6. Thai Travel Clinic, Hospital for Tropical Diseases, Faculty of Tropical Medicine, Mahidol University, Bangkok, Thailand
  7. www.school.net.th/library/snet4/gnat/index.html‎
  8. โรคพยาธิตัวจี๊ด – บทความการดูแลสุขภาพ และเคล็ดลับเพื่อสุขภาพดี www.healthcarethai.com/โรคพยาธิตัวจี๊ด

————————————————————————————————————————————–

Peerapan_T
โดย ศ.ดร.พีรพรรณ ตันอารีย์
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล