เคมีของ “ตด” กับผลทางสุขภาพ (ที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อ)


ประเด็นเกี่ยวกับ “กลิ่นตด” ที่แชร์กันทั่วว่ามีสรรพคุณสารพัด ทั้งรักษาโรค หรือมีผลดีกับสุขภาพ จนเชื่อว่า “น่าจะจริง” เพราะคนแชร์กันเยอะ  ตั้งแต่ลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็ง ป้องกันหัวใจวาย รักษาโรคอัลไซเมอร์ ยันช่วยสภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ลองตั้งสตินิดนึงก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะแชร์ต่อดีหรือไม่

สารเคมีใน “ลมตด” มีหลายชนิด แต่มีเพียงร้อยละ 1-2 ที่มีกลิ่นเหม็น แก๊สเหล่านี้มีธาตุกำมะถันหรือซัดเฟอร์เป็นองค์ประกอบ สารเคมีหลักที่มีกลิ่นในตด คือแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (hydrogen sulfide) หรือแก๊สไข่เน่า มีสูตรโครงสร้างคือ  H­­2S รองลงมาคือมีเทนไธออล (CH3SH) และไดเมธิลมีเทน (CH3SCH3) ตามลำดับ  แก๊สเหล่านี้เกิดจากเชื้อแบคมีเรียบางชนิดในลำไส้ ผลิตขึ้นระหว่างการย่อยอาหาร

Natural-Remedies-for-Diarrhea-2 copy
แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์มีความสำคัญในร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ร่างกายมนุษย์มีการผลิตแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ได้เองในปริมาณต่ำๆ เพื่อใช้ในกระบวนการส่งสัญญาณทางชีววิทยาระดับเซลล์ ตัวอย่างเช่น เมื่อเซลล์ถูกทำให้เสียหาย ไฮโดรเจนซัลไฟด์จะช่วยในการทำงานของไมโตครอนเดรีย และทำให้เซลล์ไม่ถูกทำลาย มีชีวิตได้นานขึ้น ในสมองของคนไข้โรคอัลไซเมอร์ มีปริมาณของไฮโดรเจนซัลไฟด์ลดลงอย่างมาก การเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์ในหนูทดลองที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำให้อาการของโรคดีขึ้น ในประเด็นเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจ ไฮโดรเจนซัลไฟด์จะไปกระตุ้นการผลิตแก็สอีกชนิดคือไนตริคออกไซด์ (nitric oxide, NO) ซึ่งในที่สุดจะไปทำให้กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ทำให้ลดอาการหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) ซึ่งนำไปสู่สภาวะหัวใจวาย ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและเข้าใจการทำงานของสารเคมีตัวเล็กๆ คือไฮโดรเจนซัลไฟด์ ที่เหม็นแต่มีประโยชน์ สารไฮโดรเจนซัลไฟด์เหล่านี้ผลิตขึ้นภายในเซลล์ ไม่ได้มาจากภายนอกร่างกาย เช่น จากการผายลม ดังนั้นความเข้าใจที่ว่ากลิ่นตดรักษาโรคควรจะต้องคิดใหม่ เข้าใจกันใหม่

แม้ว่าแก๊สไข่เน่าในปริมาณมากและเข้มข้นสูงอาจจะเป็นอันตรายถึงตายได้ แต่ข่าวดีคือการตดใส่เบาะ แก๊สมีกลิ่นเหล่านี้ก็ถูกดูดซับไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว

เอกสารอ้างอิง
1. Suarez, F.L., Springfield, J., Levitt, M.D. Identification of gases responsible for the odour of human flatus and evaluation of a device purported to reduce this odour. (1998) Gut, 43 (1), 100-404. (PMC)
2. Lowicka, E., Beltowski, J. Hydrogen sulfide (H2S) – The third gas of interest for pharmacologists (2007) Pharmacological Reports, 59 (1), 4-24. (PubMed)

————————————————————————————————————————————–

Palangpon_K2
โดย รศ.ดร. พลังพล คงเสรี
ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล