ว่านชักมดลูกสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทยสู่สากล

โลกในอนาคตอันใกล้ กำลังเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ และประชากรผู้สูงอายุของไทยถึงหนึ่งในสามเป็นผู้มีฐานะยากจน ซึ่งการดูแลสุขภาพและการเข้าถึงยายังเป็นปัญหาสำคัญ

ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa Roxb.) เป็นพืชในวงศ์ขิง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่นิยมใช้หัว คือลำต้นใต้ดิน เรียกว่า
เหง้า (rhizome) ในการรักษาอาการผิดปกติของมดลูก มดลูกอักเสบ โดยเฉพาะอาการอักเสบหลังคลอดมาแต่โบราณ
จากการศึกษาวิจัยพบว่าในหัวว่านมีสารไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogens) ซึ่งออกฤทธิ์ได้คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตร
เจนที่พบในร่างกาย แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์น้อยกว่าอย่างไรก็ตาม วัตถุดิบที่มีอยู่
ในท้องตลาดมีความหลากหลายทั้งยังไม่มีมาตรฐานวัตถุดิบนอกจากนี้ในบางกรณีการใช้วัตถุดิบที่ไม่ถูกต้องอาจจะมีพิษ
รุนแรงดังนั้นเพื่อการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในมิติต่างๆ ของว่านชักมดลูก เพื่อสนับสนุนการใช้ว่านชักมดลูกตาม
ภูมิปัญญาไทย เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค และเพื่อศึกษาฤทธิ์ต่างๆ ทางเภสัชวิทยา รวมถึงพิษของสาร
จากพืชอื่นที่เรียกว่าว่านชักมดลูก คณะผู้วิจัยจากภาควิชาสรีรวิทยา พฤกษศาสตร์ ชีวเคมี เภสัชวิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ
และพยาธิวิทยาคณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทย์ศิริราช และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะผู้วิจัยจาก
มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกันศึกษาสัณฐานวิทยาเซลล์
พันธุศาสตร์ องค์ประกอบทางเคมี สารออกฤทธิ์ ชีวโมเลกุล และฤทธิ์ต่างๆ ทางเภสัชวิทยาเพื่อการพัฒนาว่านชักมดลูก
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ ผลการรวบรวมว่านชักมดลูกจากทั่วประเทศพบว่า พืชที่เรียกทั่วไปว่าว่านชักมดลูก
และนำมาใช้มีอย่างน้อย 3 ชนิด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa Roxb.) มี 2 สายพันธุ์ และ
ว่านชักมดลูกตัวผู้มี 2 ชนิด คือ Curcuma elata Roxb. และ Curcuma latifolia Rosc. ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ มีความ
แตกต่างกันในลักษณะของช่อดอก รูปร่างของเหง้า จำนวนโครโมโซม ลักษณะทางชีวโมเลกุล และสารเคมีในหัวว่าน
ดังนั้นการคัดเลือกสายพันธุ์ว่านชักมดลูกที่ถูกต้องมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสุขภาพในสตรีที่มีภาวะ
พร่องของฮอร์โมนจากรังไข่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนผู้บริโภคในการวิจัยฤทธิ์ทางเภสัช
วิทยาของสารสกัด และสารที่แยกได้จากเหง้าว่านชักมดลูก พบว่านอกจากสารจากว่านจะออกฤทธิ์ได้คล้ายฮอร์โมน
เอสโตรเจนแล้ว ยังสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดระดับ
ไขมันในเลือด และลดการตายของเซลล์ประสาท ผลจากโครงการวิจัยนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน
เพื่อใช้ในกลุ่มสตรีที่มีการทำงานของรังไข่บกพร่อง และสตรีวัยหมดประจำเดือน และยังมีโอกาสในการพบฤทธิ์ใหม่หรือ
สารออกฤทธิ์ชนิดใหม่เพื่อพัฒนาเป็นยาต่อไปในอนาคต

Curcuma1ภาพที่(1)- (5) ว่านชักมดลูกตัวเมียพันธุ์หัวเล็ก (Curcuma comosa Roxb.)
ภาพที่(6)- (11) ว่านชักมดลูกตัวเมียพันธุ์หัวใหญ่ (Curcuma comosa Roxb.)
ภาพที่(12)- (23) ว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma sp.)
ภาพที่ (24) ว่านชักมดลูกจากอินโดนีเซีย (Curcuma xanthorrhiza D. Dietr.)

Curcuma2ภาพที่ (1)- (4) ว่านชักมดลูกตัวเมียพันธุ์หัวเล็ก (Curcuma comosa Roxb.)
ว่านชักมดลูกตัวเมียพันธุ์หัวใหญ่ (Curcuma comosa Roxb.)
ภาพที่(10)- (17) ว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma sp.)
ภาพที่(18) ว่านชักมดลูกจากอินโดนีเซีย (Curcuma xanthorrhiza D. Dietr.)

Curcuma3———————————————————————————————————————

Puangpaka_S
โดย รศ. ดร. พวงผกา อัมพันธ์จันทร์ (puangpaka.soo@mahidol.ac.th)
ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

Thaya_J
ผศ. ดร. ทยา เจนจิตติกุล (thaya.jenjit@gmail.com)
ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล