สารปรอทปริมาณสูงในครีมหน้าขาวและการทดสอบเบื้องต้น

white3

ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสาคัญกับสุขภาพและผิวพรรณ เพื่อนาไปสู่ความอ่อนวัยไร้ริ้วรอย และที่สาคัญผิวต้องขาวใส ไร้จุดด่างดำ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มฟอกผิวตัวให้ขาว ผิวหน้าให้ใส (Whitening Products) จึงมีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างมากมาย โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องสำอางถึงร้อยละ 50-70 ในบางประเทศ การสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว-หน้าใสที่อ้างว่ามีประสิทธิภาพในการทาให้ผิวหน้าและผิวกายมีสีจางลงในเวลาสั้น เพื่อตรวจสอบคุณภาพจากหลายหน่วยงานพบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีจำนวนถึงร้อยละ 20 ที่มีสารปรอทในปริมาณสูงปนอยู่ในระดับหลายพันถึงหลายหมื่นส่วนในล้านส่วน ซึ่งสารปรอทเหล่านี้เป็นพิษต่อร่างกายทั้งแบบเฉียบพลันและในระยะยาว

ในผลิตภัณฑ์ “ครีมไข่มุก” ที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภค มีการผสมสารปรอทในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 3 (30,000 ppm) สารปรอทที่ใช้อยู่ในรูปของไดวาเลนซ์แคทไอออน [mercuric (II) ion, Hg2+] จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง แต่จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอ แพ้ง่าย ไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต สารปรอทเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางผิวหนัง เข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้มีผลต่อการทางานของตับ ไต เกิดโรคโลหิตจาง เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศให้ปรอทเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 การใช้สารปรอทเพื่อฆ่าเชื้อโรคในเครื่องสำอางบางชนิด (รวมถึงยาบางชนิด) ต้องใช้ที่ความเข้มข้นของปรอทไม่เกิน 1 ในล้านส่วน (1 ppm) แต่ที่ความเข้มข้นนี้จะไม่มีผลทำให้สีผิวจางลง

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย (อย.) และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้สุ่มตรวจอย่างผลิตภัณฑ์หน้าขาวเป็นระยะ แต่ยังพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายสิบชนิดที่มีปริมาณสารปรอทสูงมากและก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภค องค์การอนามัยโลกรายงานถึงปัญหาการปนเปื้อนสารปรอทในหลายประเทศทั่วโลก ที่ผู้บริโภคความสำคัญกับสีผิวที่อ่อน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย เกาหลี เวียดนาม อินโดนีเซีย เลบานอน เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ในหลายประเทศไม่มีการตรวจสอบสารปรอทในครีมหน้าขาวอย่างเข้มงวดและไม่ทั่วถึง จึงทำให้ยังมีครีมหน้าขาวจำนวนมากที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ครีมหน้าขาวที่ถูกลักลอบเติมปรอทมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากเป็นครีมที่ขายออนไลน์และครีมที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ

white1
นักวิจัยจากภาควิชาเคมี และศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านการทำงานของโปรตีน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากงานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับโลหะในเซลล์ชนิดต่างๆ ได้ศึกษาวิธีการตรวจวัดสารปรอทและพัฒนาให้เหมาะกับการตรวจสอบการปนเปื้อนของสารปรอทในเครื่องสำอาง ทำให้ได้ชุดตรวจที่ใช้ปริมาณสารตัวอย่างน้อยและใช้เวลาสั้นในการอ่านผล สามารถนำไปใช้ในภาคสนามโดยผู้บริโภคทั่วไป หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภครวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ผู้บริโภค รวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง ชุดทดสอบอยู่ในรูปขวดหยดที่ใช้น้ำยาเพียง 1 หยด ต่อการทดสอบกับตัวอย่างประมาณ 0.2 ซีซี ถ้าสารตัวอย่างมีปริมาณปรอทเกินกว่า 1,000 ส่วนในล้านส่วน จะเกิดการเปลี่ยนสีในเวลา 1-2 นาที และสามารถเทียบปริมาณได้กับจากสีมาตรฐานเมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ชุดตรวจสอบสารปรอทในเครื่องสาอางได้รับการพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์มีความเสถียร สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน มีขั้นตอนการใช้งานที่สะดวก ให้ผลรวดเร็ว ชัดเจน เพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย รวมถึงหน่วยราชการที่จะมีวิธีตรวจสอบสารปรอทที่เป็นพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถป้องกันสุขภาพของประชากรได้อย่างกว้างขวาง

white2ขั้นตอนในการตรวจสอบสารปรอท
1) ใช้ช้อนพลาสติกที่จัดเตรียมไว้ในชุดตรวจสอบตวงตัวอย่างเครื่องสำอางให้เต็มช้อน (ปริมาตร 200 ไมโครลิตร)
2) หยดน้ำยาตรวจสอบหนงึ่ หยดลงในตัวอย่างเครื่องสำอาง แล้วใช้ไม้คนให้เข้ากัน
3) สังเกตสีของสารตรวจสอบที่เวลา 10 นาที แล้วเทียบกับแถบสีมาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง
http://www.who.int/ipcs/assessment/public_health/mercury_flyer.pdf

——————————————————————————————————————————————————————–
นางสาวอัจฉราพรรณ ตันติปัญจพร และ รองศาสตราจารย์ ดร.พลังพล คงเสรี
ภาควิชาเคมี และศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านการทางานของโปรตีน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล