“แคลเซียม” นั้นสำคัญไฉน?

                ปัจจุบันคนเราสนใจเรื่องสุขภาพกันมาก มีความกระตือรือร้นที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกัน อาหารเสริมสุขภาพทั้งหลายก็ขายดิบขายดี (เกินไป) จนคนไทยขึ้นชื่อว่าชอบ “ซื้อสุขภาพ” เพื่อเพื่อนฝูง เครือญาติ ทราบว่าผู้เขียนทำงานวิจัยเกี่ยวกับแคลเซียมและกระดูก ผู้เขียนก็ได้คำถามมากมายว่าทำอย่างไรจะมีร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากโรคกระดูกพรุน คำถามสุดฮิตก็คือ จำเป็นต้องรับประทานแคลเซียมเสริมหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ต้องรับประทานเป็นประจำทุกวันหรือไม่ ถ้ารับประทานมากเกินไปจะเกิดโทษต่อร่างกายหรือเปล่า ทำอย่างไรจะรู้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ถ้ามีกระดูกบางออกกำลังกายได้หรือไม่ ผู้เขียนก็พยายามตอบแบบให้เข้าใจง่ายๆ ภายในเวลาไม่กี่นาทีที่ยืนคุยกัน แต่ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ และนำไปปฏิบัติได้ก็ต้องมีความเข้าใจเรื่องสมดุลของแคลเซียมในร่างกายเป็นพื้นฐานเสียก่อน นั่นคือเข้าใจว่าร่างกายได้รับแคลเซียมจากไหน แล้วไปเกิดประโยชน์ต่อความแข็งแรงของกระดูกได้อย่างไรในผู้ใหญ่ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

เราควรรับประทานแคลเซียมมากน้อยแค่ไหน ?

478789822566                แคลเซียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบอยู่ทั่วไปในน้ำ ในดิน ในร่างกายของเรานอกจากแคลเซียมจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ยังเป็นสารที่จำเป็นต่อกระบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญต่างๆ ในเซลล์ ดังนั้นร่างกายจึงผลิตฮอร์โมนหลายชนิดที่มีหน้าที่ควบคุมสมดุลแคลเซียม โดยเฉพาะให้มีระดับในเลือดที่พอเหมาะตลอดเวลา เพื่อแคลเซียมจะได้ถูกนำไปให้เซลล์ในอวัยวะต่างๆ ได้ใช้ตลอดเวลาเช่นกัน ซึ่งรวมถึงกระดูกด้วย เนื่องจากร่างกายสังเคราะห์แคลเซียมไม่ได้ จึงต้องรับมาจากอาหารผ่านการย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ที่จริงแล้วความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่ ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำคือประมาณ 20–25% เท่านั้น กล่าวคือถ้าในอาหารมีแคลเซียม 100 หน่วย เมื่อไปถึงลำไส้จะถูกดูดซึมเพียง 20 หน่วย ส่วนที่เหลือก็จะขับถ่ายทิ้งไปในอุจจาระ โดยทั่วไปเด็ก 3–10 ขวบควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สตรีมีครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้นคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นเพื่อที่เราจะได้รับแคลเซียมเพียงพอ เราควรรับประทานอาหารใดบ้าง แน่นอนว่านมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม และเนยแข็ง มีปริมาณแคลเซียมสูง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มนมได้ เราจึงต้องทราบแหล่งอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีแคลเซียมมาก ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อยหรือปลากระป๋องที่รับประทานทั้งกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้อ่อน (ที่เติมแคลเซียมในระบบการผลิต) กะปิและผักบางชนิด เช่น ยอดแค ผักคะน้า  บรอคโคลี่ และงาดำ เป็นต้น (โปรดดูตารางที่ 1) ถ้าจะให้นึกภาพออกว่าแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมนั่นคือแค่ไหน ก็อาจใช้ตัวอย่างนมกล่องซึ่งมีแคลเซียมประมาณ 250 มิลลิกรัมต่อกล่อง แคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมจะได้จากนม  3–4 กล่อง หรือปลาเล็กปลาน้อยขนาด 10 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น ในชีวิตจริงเรารับประทานอาหารหลากหลายชนิด แต่ถ้าจะนึกถึงอาหารที่มีแคลเซียมไว้บ้าง ก็ไม่ยากที่จะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง

161831                ดังนั้นถ้าจะตอบคำถามว่า ควรต้องรับประทานแคลเซียมเสริมหรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับประเภทและปริมาณอาหารที่แต่ละคนรับประทานในแต่ละวัน บางคนอาจได้แคลเซียมเพียงพอ บางคนอาจรู้สึกว่าไม่พอแน่ ๆ ขอเพิ่มเป็นแคลเซียมเม็ดดีกว่า อย่างไรก็ตามถ้าท่านซื้อแคลเซียมเสริม ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานปริมาณที่แนะนำบนฉลากขวด และไม่จำเป็นต้องทุกวัน ทั้งนี้เพราะแคลเซียมเก็บสะสมที่กระดูกได้ หลายคนไม่อยากจะคำนวณปริมาณแคลเซียมในอาหาร ก็ใช้วิธีดื่มนม 1 กล่อง หรือรับประทานโยเกิร์ต 1ถ้วยทุกวัน ก็เท่ากับได้รับแคลเซียมประมาณ 25–30% แล้ว ที่เหลืออีก 70–75% ก็คาดว่าจะได้รับจากอาหารอื่นๆ คนไทยเราโชคดีกว่าชาวตะวันตกในเรื่องการดูดซึมแคลเซียม งานวิจัยจากกลุ่มแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รายงานว่า คนไทยมีพันธุกรรมที่ทำให้เราสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าชาวตะวันตก แต่ถ้าท่านยังต้องการรับประทานแคลเซียมเสริม ก็ควรเลือกชนิดเม็ดที่มีราคาไม่แพง ไม่จำเป็นต้องเป็นยาเม็ดฟองฟู่ที่มีราคาสูง

                คำถามว่าถ้ารับประทานแคลเซียมเสริมมากเกินไปจะเป็นโทษหรือไม่ คำตอบคือ อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีอยู่แล้ว โดยทั่วไปร่างกายจะขับถ่ายแคลเซียมส่วนเกินในอุจจาระและปัสสาวะ แต่ถ้าได้รับแคลเซียมมากเกินไปเป็นเวลานานๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดแคลเซียมสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ รบกวนการทำงานของอวัยวะนั้น ๆ หรือเกิดนิ่วในไตได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อสมดุลแคลเซียมคือ วิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เราได้รับวิตามินจาก 2 แหล่ง คือ ได้จากอาหารซึ่งเป็นส่วนน้อยเนื่องจากต้องเป็นอาหารประเภทนม และปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน เป็นต้น โชคดีที่อีกแหล่งก็คือ ร่างกายของเราเองสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้โดยอาศัยปฏิกิริยาจากแสงอัลตราไวโอเล็ตในแสงแดดต่อผิวหนัง ดังนั้นเราควรได้รับแสงแดดบ้าง เช่น แสงแดดในช่วงเช้าเวลา 8.00–9.00 น. วิตามินดีไม่ได้สำคัญต่อสมดุลแคลเซียมเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต่อระบบภูมิต้านทานอีกด้วย บางคนอาจเลือกที่จะซื้อวิตามินมารับประทาน เด็กและวัยรุ่นมีความต้องการวิตามินดีประมาณ 400 IU (International Unit) ส่วนผู้ใหญ่ต้องการ 800–1,000 IU ต่อวัน แต่วิตามินดีในปริมาณที่สูงเกินไปก็เป็นโทษเช่นกัน เช่นทำให้เกิดการสลายกระดูก

มวลกระดูกมีค่าการเปลี่ยนแปลงตามอายุหรือไม่ ?

                หลังจากแคลเซียมถูกดูดซึมจากโพรงลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด เลือดก็จะนำไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงกระดูกด้วย โดยทั่วไปเรามักคิดว่ากระดูกเป็นอะไรที่ไม่มีชีวิต ทำหน้าที่เป็นโครงให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดเพื่อเคลื่อนไหวร่างกาย มีรูปร่างหรือขนาดแค่ไหนก็แค่นั้น ที่จริงแล้วกระดูกเป็นอวัยวะที่มีชีวิต เป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งซึ่งต้องมีเลือดนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยง มีเส้นประสาทและฮอร์โมนต่างๆ ควบคุมการทำงาน กระดูกถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในครรภ์มารดา และเติบโตเพิ่มขนาดในช่วงเด็กเหมือนอวัยวะอื่นๆ จนเด็กเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น กระดูกก็ยังเจริญเติบโตต่อไปได้อีก แม้ขนาดจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความหนาแน่นของกระดูก (Bone density) จะเพิ่มขึ้นจนถึงอายุประมาณ 25–30 ปี นั่นคือช่วงอายุที่กระดูกมีมวลสูงสุด (Peak bone mass) หลังจากนั้นมวลกระดูกจะมีค่าคงที่ไปจนอายุประมาณ 40 ปี หลังจากนั้นมวลกระดูกจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นในอัตราประมาณ 0.3–0.5% ต่อปี มวลกระดูกในสตรีจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงใกล้และตอนหมดประจำเดือน ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงคือ เอสโตรเจนซึ่งสังเคราะห์ที่รังไข่ เป็นฮอร์โมนที่มีผลดีต่อกระดูก เมื่อรังไข่หยุดทำงานก็จะหยุดผลิตเอสโตรเจนเช่นกัน จึงมีผลให้สูญเสียเนื้อกระดูก ส่วนผู้ชายมีฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสทอสเตอรโรนไปจนเข้าสู่วัยสูงอายุ มวลกระดูกจึงลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

                ตลอดชีวิตของเราตั้งแต่เด็กจนถึงวัยสูงอายุ กระดูกจะมีการสึกหรอเหมือนเนื้อเยื่ออื่น ๆ ซึ่งต้องซ่อมแซมต่อเติมส่วนนี้อยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “วัฏจักรการสร้างสลายกระดูก” หรือ Bone remodeling ซึ่งเกิดขึ้นหลายแห่งในกระดูกทุกชิ้น แต่ละหน่วยของวัฏจักรนี้ หรือที่เรียกว่า Basic Multicellular Unit หรือ BMU มีขนาดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร กว้าง 0.2 มิลลิเมตร กระดูกทั้งร่างกายของเรามี BMU ได้ถึง 1 ล้านจุด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ทฤษฎีปัจจุบันอธิบายไว้ว่า วัฏจักรนี้เกิดจากเซลล์รับรู้แรงกดกระแทกภายในกระดูกชื่อว่า ออสติโอไซต์ (Osteocyte) ส่งสัญญาณมีผลให้เซลล์สลายกระดูกหรือออสติโอคลาสต์ (Osteoclast) จำนวนหนึ่งเริ่มย่อยกระดูกที่จุดนั้น จนเกิดเป็นหลุมเล็ก ๆ หลังจากนั้นเซลล์สลายกระดูกก็จะเคลื่อนที่ออกไป และเซลล์สร้างกระดูกหรือออสติโอบลาสท์ (Osteoblast) จำนวนหนึ่งก็จะเคลื่อนเข้ามาแทนที่ และเริ่มสังเคราะห์กระดูกใหม่ถมหลุมนั้นจนเต็มเป็นเนื้อเดียวกัน จุดนั้นก็กลายเป็นกระดูกใหม่ทดแทนเนื้อกระดูกเก่าที่ชำรุด ด้วยวิธีนี้กระดูกจะถูกซ่อมตลอดเวลาและตลอดชีวิตการใช้งาน เนื่องจากในวัฏจักรการสร้าง-สลายกระดูกนี้ กระบวนการสร้างกระดูกใหม่ใช้เวลานานกว่ากระบวนการสลายกระดูกถึง 6 เท่า ดังนั้นกระดูกแต่ละชิ้นจะมีรูขนาดจิ๋วนี้อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเกิดจากหลุมที่กระดูกย่อยสลาย แต่ยังรอการเติมเต็มถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าอัตราของการเกิดวัฏจักรนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก ๆ เช่น ในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนและสตรีหมดประจำเดือน หรือในพยาธิสภาพบางอย่าง กระดูกจะมีรูเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และอาจสูญเสียมวลกระดูกได้ถึง 2–5% ต่อปี ซึ่งทำให้กระดูกนั้นเสี่ยงต่อการแตกหักมากขึ้นและอาจกลายเป็น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ได้

เติมศักดิ์
โรคกระดูกพรุนคืออะไร
? ป้องกันได้หรือไม่ ?

                โรคกระดูกพรุนเป็นพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การขาดฮอร์โมนเพศ การได้รับยาสเตียรอยด์ (คอร์ทิซอล, Cortisol) โรคที่มีการหลั่งพาราไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินปกติ หรือจากปัจจัยทางพันธุกรรม สาเหตุเหล่านี้ทำให้เกิดอาการเดียวกันคือ มีมวลกระดูกต่อปริมาตรต่ำ ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้จึงแตกหักง่าย เนื่องจากมวลกระดูกของทุกคนลดลงตามการเพิ่มของอายุหลังจากอายุ 40 ปี ถ้าเรามีมวลกระดูกสูงสุด (Peak bone mass) ตอนเราอายุ 25–30 ปี ที่ค่าสูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ตามพันธุกรรมของเราก็เหมือนกับเรามีเงินฝากธนาคารไว้มาก เมื่อลดลงตามอายุ ก็จะยังเหลือมากกว่าคนที่มี Peak bone mass ไม่สูงมาก เราจะทำอย่างไรที่จะมีค่ามวลกระดูกสูงมากที่สุด คำตอบคือ ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กจนวัยรุ่น คือได้รับแคลเซียมเพียงพอ รับประทานอาหารครบหมวดหมู่ พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ ไม่มีโรคเรื้อรัง และเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำเช่นนี้ไปจนวัยสูงอายุ ก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

fat(ภาพจาก www.vcharkarn.com)

การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อกระดูกอย่างไร ?

                กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่สามารถปรับโครงสร้างให้รับกับแรงที่มากดกระแทก นั่นหมายความว่ากระดูกที่ดีและแข็งแรงจะต้องมีการใช้งานตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน จะมีกล้ามเนื้อและกระดูกลีบเล็กลง หรือถ้าเปรียบเทียบขนาดของแขนทั้งสองของคนคนเดียวกัน กระดูกของแขนข้างที่ถนัดหรือใช้เล่นกีฬา เช่น แบตมินตันหรือเทนนิส จะมีขนาดหรือมวลมากกว่าแขนอีกข้าง เป็นต้น การออกกำลังกายเป็นประจำ ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 4 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นผลดีต่อร่างกาย ทั้งหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ และกระดูก การออกกำลังกายมีผลต่อกระดูกมากที่สุดในเด็กและวัยรุ่น ผลในผู้ใหญ่มีไม่มากเท่าแต่ก็ช่วยลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกที่เกิดขึ้นตามอายุได้

                เราสามารถทราบสถานะของกระดูกได้โดยวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง DEXA ซึ่งเป็น x-ray ประเภทหนึ่ง หรือเครื่อง Bone Scanner ซึ่งมีบริการตามโรงพยาบาลใหญ่ทั่วไป ในปัจจุบันยังไม่มีผลงานวิจัยที่สรุปได้อย่างมั่นใจว่าการรับประทานแคลเซียมเสริมสามารถป้องกันการเกิดภาวะมวลกระดูกต่ำ มีแต่รายงานว่าภาวะกระดูกบางมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากแคลเซียมเสริมซึ่งช่วยลดอัตราการสูญเสียกระดูก ทั้งนี้การใช้แคลเซียมเสริมควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการได้รับแสงแดดด้วย เมื่อร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เพียงพอ ระดับของแคลเซียมในกระแสเลือดก็จะมีค่าในระดับสูงปกติ พาราไทรอยด์ฮอร์โมนก็จะไม่ถูกหลั่งมากเกินไป แต่ถ้าเราขาดแคลเซียมระดับแคลเซียมในเลือดจะลดลงส่งผลให้ต่อมพาราไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนมากขึ้น พาราไทรอยด์ฮอร์โมนมีผลส่งเสริมให้เซลล์ออสติโอคลาสท์ย่อยสลายเนื้อกระดูก เพื่อปล่อยแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับของแคลเซียมในเลือดให้คงที่เพื่อเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ จะทำงานได้อย่างปกติ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำเป็นเวลานาน หรือจากกระบวนการดูดซึมแคลเซียมที่ผิดปกติ ร่างกายใช้วิธีย่อยสลายกระดูกเพื่อปล่อยแคลเซียมมาทดแทนระดับที่ลดลงในเลือดทันที หากภาวะการขาดแคลเซียมเกิดขึ้นต่อเนื่องนานเป็นเดือน จะมีผลให้สมดุลแคลเซียมของร่างกายเป็นลบ คือมีการนำแคลเซียมไปใช้หรือขับถ่ายออกจากร่างกายรวมกันแล้วมากกว่าการนำแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง หรือถ้ารุนแรงก็จะกลายเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาที่มีผลลดอัตราการย่อยสลายกระดูกมาช่วยด้วย

stren                การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย เป็นกิจวัตรที่ควรทำเป็นประจำทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เด็กและวัยรุ่นได้ประโยชน์มาก เพราะการออกกำลังกายในกลุ่มอายุนี้มีผลให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น นอกจากมีมวลเพิ่มขึ้นแล้วกระดูกจะมีโครงสร้างที่แข็งแรง และเมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีค่ามวลกระดูกสูงสุดมากกว่าในผู้ที่ไม่ออกกำลังกายตอนอายุน้อย ๆ อย่างไรก็ตามเด็กและวัยรุ่นต้องไม่ออกกำลังหักโหมหรือเล่นกีฬาโลดโผนจนเกินไปจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ โดยเฉพาะต้องระมัดระวังที่บริเวณ Growth plate ของกระดูกแขนขา ซึ่งเป็นบริเวณที่เซลล์กระดูกเพิ่มจำนวนและทำให้กระดูกงอกยาวขึ้น การออกกำลังกายในผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ต้องคำนึงถึงอายุ ความพร้อมของร่างกาย และประเภทของการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายประเภทที่มีแรงต้าน (weight-bearing) เช่น เดินเร็วและเล่นเครื่องออกกำลังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ หรือยกน้ำหนัก ประมาณ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีกระดูกบางต้องระวังเป็นพิเศษ ยกน้ำหนักที่ไม่หนักเกินไป เน้นจำนวนครั้งของการยก และเพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ๆ การออกกำลังเป็นประจำทำให้มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว ไม่ล้มง่ายจึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักไปในตัว

                การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการรับประทานอาหารครบหมวดหมู่ ได้รับแคลเซียมเพียงพอ และได้วิตามินดี (จากแสงแดดหรืออยู่ในรูปของยา) จะช่วยลดการสูญเสียกระดูกตามอายุ และการตรวจความหนาแน่นของกระดูกจะช่วยบอกว่าเรามีกระดูกปกติหรือกระดูกบาง (Osteopenia) ภาวะกระดูกบางอาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้หากไม่ได้รับการรักษา หรือการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนอาจเกิดกระดูกหักเองได้โดยไม่ต้องมีแรงกระแทก สภาวะทุพลภาพ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องนอนอยู่บนเตียงนานๆ จึงเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หรือโรคปอดบวมซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต หรืออย่างน้อยก็ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไป ดังนั้นเราทุกคนทุกวัยควรสนใจและให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ ใส่ใจในประเภทของอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บและมีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุข

calciumตารางที่ 1   ปริมาณแคลเซียมในอาหารชนิดต่างๆ
(ข้อมูลจากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

————————————————————————————————————————————————–

Nateetip_K
โดย ศาสตราจารย์ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ
หน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล