ไม้สักทอง: การขยายพันธุ์

1264305084_82161264305084_8216
การขยายพันธุ์ไม้สักทองทำได้อยู่ประมาณ 5 วิธี ได้แก่ 1. การเพาะเมล็ด 2.การปักชำด้วยเหง้า 3.การตอนกิ่ง 4.การติดตา 5.การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

1.  การเพาะเมล็ด

เหง้าสักที่ตัดแต่งแล้วพร้อมนำไปปลูก

โดยการหว่านในแปลงเพาะเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่ดีเก็บในฤดูแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ในถุงปุ๋ยเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นได้ประมาณ 1-3 ปี เมื่อจะเพาะให้ทำแปลงขนาด 1 x 5 เมตร โดยใช้วัสดุเพาะเป็นทราย หรือขี้ถ้าแกลบปนทราย หรือดินร่วนปนทรายก็ได้ หว่านให้ทั้วและกลบด้วยดินนั้นอีกครั้งให้มีความหนาที่ผิวหน้าประมาณ 2 ซม. รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2 สัปดาห์ กล้าจะงอกและสามารถย้ายลงถุงดำได้ หลังจากมีอายุประมาณ 1 เดือน อาจมีคำแนะนำให้นำเมล็ดมาแช่น้ำ 1 คืน สลับผึ่ง 1 วัน ทำซ้ำ 3 ครั้ง แล้วนำไปเพาะตามปกติ วิธีนี้พบว่าไม่ค่อยได้ผล ถึงจะงอกก็แทบไม่มีความแตกต่างจากการเพาะแบบหว่านตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งวิธีหว่านประหยัดเวลาและสะดวกในการดำเนินการมาก

2. การปักชำด้วยเหง้า

ติดตาพันธุ์ดีเข้ากับเหง้าคลุมด้วยพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น ส่วนเหง้าที่เปิดพลาสติกออกตาเริ่มผลิ เหง้าที่ได้มาจากการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะข้างต้นโดยกรรมวิธีเดียวกัน แต่ควรใช้แปลงเพาะที่มีความลึกมากกว่าปกติ และวัสดุเพาะควรใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบและขุยมะพร้าว เพื่อที่ว่าเมื่อเมล็ดงอกและโตเป็นกล้าอายุ 1 ปี ขึ้นไป สามารถถอนออกจากแปลงได้ง่าย จากนั้นจึงนำมาตกแต่งโดยการจัดรากแขนงทิ้งไปและตัดโคนต้นออก วิธีนี้สะดวกในการขนส่งและสะดวกในการดำลงในพื้นที่ที่จะปลูก โดยทำในต้นฤดุฝนเมื่อฝนตกเต็มที่เหง้าเหล่านี้จะผลิยอดใหม่โผล่พ้นดินขึ้นมา

3. การตอนกิ่ง

สถานีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าแม่ทะ กรมป่าไม้กำลังพยายามศึกษาเทคนิคการปลูกต้นสักด้วยวิธีใหม่ คือ การขยายพันธุ์ต้นสักด้วยวิธีการตอนกิ่งไม้สัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองตอนกิ่งไม้สักจากต้นที่มีอายุมาก เนื่องจากยังไม่พบว่าผู้ใดสามารถตอนกิ่งไม้สักจากต้นที่มีอายุมากได้ และต้องการสร้างสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สัก และสวนผสมพันธุ์ไม้สักในกระถาง โดยใช้ขั้นตอนการตอนกิ่งไม้สัก ดังนี้

  1. กิ่งตอนที่ใช้กิ่งจากต้นที่มีอายุประมาณ 10 ปี
  2. ควั่นให้แผลยาว 10 นิ้ว
  3. ตอนเดือนพฤษภาคมจะได้ผลดีกว่าเดือนอื่น ๆ
  4. วัสดุ ประกอบด้วย ดิน 2 กระป๋องนม ทรายหยาบ 1 กระป๋องนม โพลิเมอร์แห้ง 2 ช้อนชา(ไม่พูน) และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 2 ช้อนพูน ผสมให้เข้ากัน
  5. ทาฮาร์โมน Seradix เบอร์ 1 ที่รอยควั่นด้านบน แล้วพอกหุ้มแผลส่วนบนด้วยวัสดุตอนหุ้มไว้ประมาณ 6 นิ้ว หลังจากนั้นจะหุ้มด้วยกาบมะพร้าว (ที่แช่น้ำไว้ 3 เดือน) โดยเว้นรอยควั่นไว้ 4 นิ้วโดยไม่มีสิ่งใดหุ้ม เพื่อไม่ให้แคคลัสมาเชื่อมกัน
  6. อายุกิ่งตอน 1.5-2 เดือน ให้ย้ายลงปลูก ราดด้วย Seradix เบอร์ 1 ที่ผสมน้ำ 2 ช้อนชา/น้ำ 1 บัวรดน้ำ หรือประมาณ 15 ลิตร เก็บรักษาไว้ในร่ม พรางแสงประมาณ 50 %  ใช้ฟูราดาน 3  จี รองพื้น รดน้ำเช้าเย็น

ที่มาของข้อมูล : สถานีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าแม่ทะ  กรมป่าไม้  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

4. การติดตา

ติดตาพันธุ์ดีเข้ากับเหง้าคลุมด้วยพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น ส่วนเหง้าที่เปิดพลาสติกออกตาเริ่มผลิ

ตาผลิและเริ่มเจริญดีขึ้นโดยลำดับ

การติดตาสักเป็นการเชื่อมประสานส่วนของต้นสักจาก 2 แหล่ง คือ ต้นตอกับต้นแม่พันธุ์เข้าด้วยกันเพื่อให้เจริญเป็นพืชต้นเดียวกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เลือกต้นตอ (stock) ที่มีอายุประมาณ 2 ปี มีสีน้ำตาลปนขาว กรีดต้นตอจากบนลงล่าง 2 รอย ห่างกันประมาณ 1 ใน 3 ของเส้นรอบวงของต้นตอ ความยาวประมาณ 6–7 เซนติเมตร
  2. ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วลอกเปลือกออกจากด้านบนลงด้านล่าง ตัดเปลือกที่ลอกออกให้เหลือด้านล่างยาวประมาณ 1 เซนติเมตร
  3. เฉือนแผ่นตายาวประมาณ 7–10 เซนติเมตร ลอกเนื้อไม้ออกแล้วตัดแผ่นตาด้านล่างทิ้ง พร้อมตัดยอดต้นสักที่เป็นต้นตอทิ้งไป
  4. สอดแผ่นตาลงไปในเปลือกต้นตอ โดยให้ตาตั้งขึ้นแล้วพันด้วยพลาสติกให้แน่น ใช้ถุงพลาสติกที่ใช้บรรจุของคลุมไว้เพื่อรักษาความชื้น ประมาณ 7–10 วัน จึงเปิดพลาสติกออก
  5. พันพลาสติกใหม่โดยเว้นช่องให้ตาโผล่ออกมา ระหว่างนี้ตาของต้นตอจะพยายามแตกออกมา เพื่อแข่งกับตาจากต้นพันธุ์ดีที่ยังไม่ตั้งตัว ดังนั้นจะต้องคอยเฉือนทิ้งอยู่บ่อยๆ มิฉะนั้นจะโตขึ้นและแย่งอาหารที่ใช้ในการผลิตา จะทำให้ตาแม่พันธุ์บอดและฝ่อไปได้ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยๆ เปิดถึงพลาสติกออก เพื่อให้ยอดเจริญตามปกติ

เหง้าที่ยอดเจริญดีแล้วพร้อมนำไปปลูกลงดินต่อไป

5. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

นำมาปลูกไว้เป็นต้นสต๊อคตลอดแนวยาวรวม 15 ต้น
หน้าอาคารคณะศิลปศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ 2) ม.มหิดล ศาลายา ปัจจุบันมีอายุ 5 ปี

นำชิ้นส่วนบริเวณบริเวณตายอด หรือตาข้างมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์สูตร McCrown Woody Plant Medium หรือ Anderso medium หรือ 1 /4 Murashige & Skoog Medium  มีสัดส่วนของ auxin/cytokinin  =  0.5 ชิ้นส่วนของสักมักสร้างสารประกอบจำพวก phenol แพร่ลงในอาหาร ทำให้การเจริญของเนื้อเยื่อหยุดชงักลงและตายในที่สุด จำต้องลดผลกระทบโดยเติมสารประกอบ antioxidant ในกลุ่ม ascorbic acid หรือ citric acid และหลีกเลี่ยงการทำให้เนื่อเยื่อนั้นกระทบกระเทือน ในช่วงแรกของการเลี้ยงควรพรางแสงบนชั้นเลี้ยงให้น้อยลง เมื่อครบ 7 วันจึงเพิ่มแสงตามปกติ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อเนื้อเยื่อสัก คือกลางวัน 25 องศาเซลเซียส กลางคืน 20 องศาเซลเซียส จะเกิดกระจุกยอด (multiple shoots) จำนวนมาก จากนั้นจึงเปลี่ยนอาหารสังเคราะห์เป็น cytokinin free medium  ที่เติม auxin IBA  0.5 ppm เพื่อให้สร้างรากแขนง เมื่อรากเจริญสมบูรณ์ดีและยอดเจริญเต็มขวด ขั้นตอนต่อไป คือ ทำให้ต้นกล้ามีความพร้อมในการออกจากขวด โดยเพิ่มความเข้มแสง ลดแหล่งคาร์โบไฮเดรตลง เพื่อกระตุ้นให้กล้านั้นเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสง เพิ่มอุณหภูมิเขึ้นเป็น 28-30 องศา ทั้งกลางวัน-กลางคืน จากนั้นจึงนำออกจากขวด ล้างรากให้สะอาดจากวุ้นเพาะชำใน vermiculite และเข้ากระโจมพลาสติก เก็บไว้ภายในโรงเลี้ยงต้นไม้ที่ได้รับแสงจากหลังคามีช่องแสง  หรือไว้ที่เฉลียงของอาคารที่ได้รับแสงทางอ้อมก็ได้  จากนั้นค่อยๆ เปิดกระโจมพลาสติกเพื่อลดความชื้น ต้นกล้าจะเริ่มปรับสภาพให้เข้ากับบรรยากาศภายนอกได้และสามารถเปิดโดยสมบูรณ์เมื่อครบ 2 เดือน จึงย้ายลงถุงดำต่อไป

กระจุกยอด (multiple shoots) ที่เกิดจากอาหารสูตร 1/4 MS + 0.5 ppm BA

ทำให้เกิดรากโดยการย้ายยอดลงในอาหารสูตร 1/4 MS + 1.0 ppm IBA

บทความที่เกี่ยวข้อง
ไม้สักทอง-ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ไม้สักทอง: ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

————————————————————————————————————————————————

Goravis_N
โดย อ. กรวิศฎ์ ณ ถลาง

ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา)