Articles Posted by the Author:

  • ไวรัสตับอักเสบอี

              โรคตับอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจาก เชื้อไวรัสตับอักเสบอี  (hepatitis E virus, HEV) อยู่ใน Hepeviridae family แบ่งเป็น 4 จีโนไทป์ (genotype 1-4) ระยะการฟักตัวโดยเฉลี่ยของเชื้อไวรัสตับอักเสบอี ประมาณ 15-60 วัน มีรายงานการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ทั่วโลก พบมากในประเทศกำลังพัฒนาที่มีปัญหาด้านการสาธารณสุข ประสบภัยน้ำท่วม หรือในชุมชนที่มีระบบจัดการน้ำใช้น้ำเสียไม่ดีนัก เมื่อติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ผู้ติดเชื้อบางคนอาจไม่แสดงอาการ หรือถ้าเกิดอาการ มักจะเป็นแบบเฉียบพลัน รวมถึงการมีไข้ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ผิวหน้าและตาเหลือง คนมีอายุมีแนวโน้มที่จะแสดงอาการมากกว่าเด็ก           ในปี พ.ศ. 2556 องค์การอนามัยโลกได้รายงานสถานการณ์โรคว่ามีผู้ติดเชื้อมากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 57,000 คน มีอัตราการตาย 1-4 % ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ที่มักจะแสดงอาการของโรคคล้ายคลึงกันมาก กลุ่มผู้ติดเชื้อที่สำคัญของไวรัสตับอักเสบอี คือ สตรีมีครรภ์ […]


  • นักวิจัย ม.มหิดล ค้นพบสนามไฟฟ้าที่บ่งชี้ถึงการเชื่อมต่อใหม่ของสนามแม่เหล็ก

    เตรียมสำรวจร่วมกับนาซาเก็บข้อมูลรับมือกับพายุสุริยะพุ่งผ่านกระทบชั้นบรรยากาศของโลก             นักวิจัยด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบสนามไฟฟ้าที่บ่งชี้ถึงการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างสนามแม่เหล็กของโลกและสนามแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจากพายุสุริยะสามารถพุ่งผ่านเข้ามากระทบดาวเทียมและชั้นบรรยากาศในบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้  เกิดผลกระทบต่อระบบกระแสไฟฟ้า ระบบการบิน และระบบการสื่อสารของโลก   เตรียมสำรวจร่วมกับนาซาเพื่อเก็บข้อมูลของการเชื่อมต่อใหม่ของสนามแม่เหล็กอย่างละเอียดเพื่อความเข้าใจที่สามารถนำไปใช้การคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อวางแผนรับมือกับการเกิดพายุสุริยะ


  • มาทำความรู้จักโรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)

    ทำไมตั้งชื่อพยาธิชนิดนี้ในภาษาไทยว่า “ตัวจี๊ด” ชื่อนี้ได้จากปากคำผู้ป่วยที่บอกว่า เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะเกิดอาการบวม เจ็บ มีริ้วรอยคดเคี้ยวไปมาที่ผิวหนัง มีอาการคัน อาการเจ็บจี๊ดๆ และปวดจี๊ดๆ โดยมีผู้ปว่ยดังกล่าวมีประวัติรับประทานประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือ ดิบๆ สุกๆ มาก่อน


  • มาลาเรีย : โรคที่คนไทยควรทำความรู้จักให้ดี

    ข้อมูลการติดโรคมาลาเรีย โรคมาลาเรีย (Malaria) หรือไข้มาลาเรีย อาจรู้จักกันในชื่ออื่นฯ เช่น ไข้ป่า ไข้จับสั่น ไข้ป้าง ไข้ร้อนเย็น หรือไข้ดอกสัก เป็นต้น โรคมาลาเรียมีขอบเขตการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก ปัจจุบันมีประชากรกว่าสองพันล้านคน จาก 99 ประเทศทั่วโลกอาศัยอยู่ในบริเวณซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย  ประมาณว่าผู้ติดเชื้อทั่วโลก ประมาณ 500 ล้านราย และมีผู้เลียชีวิตกว่า 1 ล้านรายซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กในทวีปแอฟริกา โรคมาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยเช่นกัน แม้ว่าโรคนี้จะมีอัตราป่วยและอัตราตายลดลง แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมาข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขใน ปี พ.ศ.2555 พบผู้ติดเชื้อมาลาเรียมากกว่า 34,000 ราย ในปี พ.ศ. 2556 ตั้งแต่มกราคมถึงเดือนตุลาคม มีผู้ป่วยทั้งประเทศจำนวน 12,000 ราย เสียชีวิต 12 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชายแดน โดยจำนวนผู้ป่วยสูงสุดพบที่จังหวัดตาก ตามด้วยจังหวัดระนอง  แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรีและชุมพร นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่าผลการป้องกันควบคุมมาลาเรียของไทยตลอดระยะเวลา 60 […]


  • หมอนอัจฉริยะและที่นอนอัจฉริยะ (Smart Pillow and Smart Bed)

    (ภาพประกอบจาก http://thaiasclub.net) หมอนและที่นอนอัจฉริยะ เป็นระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังตัวบนผ้าในลักษณะของปลอกหมอนและผ้าปูที่นอน เมื่อนำไปใช้จะทำให้ที่นอนกลายเป็นที่นอนอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดอากัปกริยาการนอนหลับของผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ (real-time) เช่น อาการการนอนหลับว่าหลับสนิทหรือไม่ ลักษณะและอัตราการหายใจ ท่านอนถูกต้องหรือไม่ มีการกรนหรือไม่ มีการตื่นขึ้นบ่อยหรือไม่ มีความถี่อย่างไรในแต่ละคืน มีการหยุดหายใจหรือไม่ ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้สามารถตรวจสอบการนอนของตนเองได้ในภายหลัง หรือสามารถนำข้อมูลดังกล่าวให้บุคลากรทางสุขภาพ เช่น แพทย์ เพื่อช่วยวินิจฉัย หรือแม้แต่แชร์ข้อมูลการนอนหลับให้ญาติมิตรได้ทราบผ่านเครือข่ายสังคมเช่น Facebook หมอนและที่นอนอัจฉริยะนี้นอกจากจะสามารถใช้ดูแลสุขภาพส่วนตัวที่บ้านได้แล้ว ยังสามารถนำไปติดตั้งเป็นระบบเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย (Wireless Sensor Networks) ที่ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายข้อมูล เช่น นำไปใช้กับเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้หมอนและที่นอนแต่ละใบสามารถส่งข้อมูลกันเป็นทอดๆ มายังคอมพิวเตอร์กลางของโรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเฝ้าติดตามคนไข้ที่นอนอยู่จำนวนมากได้พร้อมๆ กัน บนหน้าจอเดียว


  • จากรากสู่ผล: การวิจัยรากกับการปฏิวัติเขียวครั้งที่สองแห่งศตวรรษที่ 21

    โดย ดร. ปฐมพงษ์ แสงวิไล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายในปี ค.ศ. 2050 นี้ ได้มีการประมาณการไว้ว่าโลกของเราจะมีประชากรมากถึงสิบพันล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรปัจจุบันเกือบสองเท่า การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะพืชอาหารหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ให้เพียงพอกับความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงและที่ดินทำกินมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ใช้ในการเกษตรกรรมยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมักเสี่ยงต่อภัยแล้งอีกด้วย ถึงแม้ว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาและอินเดียได้มีการใช้หลักการ “ปฏิวัติเขียว” ซึ่งประกอบด้วยการปลูกพืชที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีลำต้นเตี้ยและมีผลผลิตมาก รวมทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลักการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น