Welcome to...
Department of Biology, Faculty of Science
Mahidol University
Wisdom of the Land

Home
About us
News and Events
Research
Facilities
Publications
Awards
Curriculums
eLearning
Staff
Alumni
Service
Shop
Webboard
Download
Contact us
New Homepage
Home | Faculty of Science | Mahidol University | FAQs | Members | ภาษาไทย

Department of Biology Webboard
Search:
[Reload] [Recent] [Post] [Reply]

2 likes for this topic.

ศาลพิพากษา บ.ตะกั่วฯ ชดใช้กะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ 35ล.

ที่มา ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:49 น.


วันที่ 20 ธ.ค. ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา พร้อมด้วย นายสุรสีห์ พลไชยวงศ์ ทนายความ นำชาวกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จำนวน 8 คน ซึ่งเป็นตัวแทนชาวกะเหรี่ยงจากทั้งหมด 151 คน ประกอบด้วย นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ นายกิตติ นาสวนกิตติ นายสนชัย ทองผาภูมิปฐวี นายประชา อรุณศรีสุวรรณ นายนิคม นาสวนกิตติ นางมะขิ้ว นาสวนสุวรรณ และนางวาสนา อรุณศรีสุวรรณ เข้าฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นจังหวัดกาญจนบุรี กรณีชาวบ้านบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ จำกัด กับพวกรวม 7 คนเป็นจำนวนเงินรวมกันทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยง และพัฒนา เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อประมาณ 30-40 ปี เหมืองแร่ตะกั่วได้เปิดดำเนินกิจการ ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อปี 2541 ชาวบ้านทนสภาพปัญหาดังกล่าวไม่ไหว แต่เจ้าของเหมืองแร่ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน แต่ก็ได้รับการแก้ไขจากภาครัฐน้อยมาก จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งคดีนี้มีชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเมื่อปี 2550 ซึ่งวันนี้เป็นการตัดสินของศาล ปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ยังคงมีสภาพเหมือนเช่นที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเหมืองแร่จะเลิกกิจการไปแล้วก็ตาม แต่สารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ก็ยังกองอยู่ใต้ท้องน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้สารตะกั่วปะปนอยู่กับสัตว์น้ำและพืชผักที่ชาวบ้านเก็บมาบริโภคเพื่อการดำรงชีวิต และปัจจุบันก็ยังมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยล้มตายอย่างต่อเนื่องเพราะว่าได้รับสารตะกั่วสะสมตั้งแต่บริษัทเริ่มเปิดกิจการ ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้มีชาวบ้านเสียชีวิตไปแล้วหลายสิบราย แต่ก็ยังไม่มีการวินิจฉัยยืนยันว่าการเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากสารตะกั่ว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านคลิตี้ก็ไม่คิดที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากได้อยู่อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว หากยังไม่มีพื้นที่ที่ดีและเหมาะสมกว่านี้ ชาวบ้านก็ยังคงจะอาศัยทำกินในพื้นที่นี้ต่อไป ส่วนผลเสียจากการแต่งแร่ตะกั่วของเหมืองแร่คลิตี้ และเหมืองเค็มโกยังไม่มีการกำจัดสารตะกั่วออกจากพื้นที่ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวเลย สำหรับคดีนี้คาดว่าจะยืดเยื้อต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานภาครัฐ ส่วนกระบวนการทางศาลถึงแม้จะช้า แต่อีกไม่นานเชื่อว่าจะชัดเจนขึ้น ส่วนการฟื้นฟูลำห้วยขณะนี้ชาวบ้านได้ฟ้องกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งศาลปกครองได้ตัดสินไปแล้วว่าให้กรมควบคุมมลพิษเข้าไปฟื้นฟูลำห้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนในเรื่องของการรักษาชาวบ้านก็ต้องรอกระทรวงสาธารณสุขที่จะเข้ามาวินิจฉัยว่า ยังมีชาวบ้านได้รับพิษสารตะกั่วอยู่ในร่างกายหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ ซึ่งวันนี้ในเวลา 10.00 น.ศาลชั้นต้นจังหวัดกาญจนบุรี จะอ่านคำพิพากษาตัดสินคดีกรณีชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง จำนวน 151 คนยื่นฟ้องบริษัทดังกล่าว กับพวกรวม 7 คน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท

ต่อมาเวลา 11.00 น. ภายหลังศาลชั้นต้นจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษา นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้อ่านคำพิพากษา ตนสรุปคร่าวๆ ว่า ชาวบ้านมีอำนาจในการฟ้องเพื่อปกป้องลูกหลานของตนเอง และเรื่องประเด็นอายุความ การฟ้องเป็นการฟ้องในเรื่อง พ.ร.บ.รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในมาตรา 96 วรรค 1 ซึ่งจะมีอายุความทั่วไป 10 ปี เพราะฉะนั้นการที่บริษัทเหมืองแร่ยังไม่ทำการฟื้นฟูลำห้วย ก็ถือยังต้องมีความรับผิดชอบตลอดไป ส่วนเรื่องการปล่อยศาลพิษ หรือสารตะกั่วพบว่ามีการปล่อยสารพิษลงลำห้วยคลิตี้จริง ทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านจริง ซึ่งการที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ไม่จำเป็นจะต้องมีปริมาณของสารตะกั่วในเลือดและร่างกายเกินมาตรฐานเท่านั้น ซึ่งผลกระทบที่ได้รับถือว่าได้รับผลกระทบจากสารพิษโดยตรง และเป็นผลกระทำโดยตรงของบริษัทเหมืองแร่ที่ต้องมีความรับผิด

นายสุรพงษ์ เปิดเผยต่อว่า ศาลได้อ่านคำพิพากษาตัดสินให้บริษัทตะกั่นคอนเซนเตรทส์ กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 35,800,000 บาท โดยแต่ละรายจะได้รับค่าชดเชยไม่เท่ากัน ซึ่งมีผู้ได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 1 แสนบาท จำนวน 4 ราย, 1.5 แสนบาท จำนวน 91 ราย, 2 แสนบาท จำนวน 5 ราย, 3แสนบาท จำนวน 4 ราย, 3.5 แสนบาท จำนวน 9 ราย, 4 แสนบาท จำนวน 29 ราย, และ 6 แสนบาท จำนวน 8 ราย, รวม 150 ราย ซึ่งศาลไม่ได้ตัดสินจำนวน 1 ราย คือนาย จีซ่า นาสวนสุวรรณ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้เสียชีวิตลงในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และศาลชั้นต้นจังหวัดกาญจนบุรียังได้อ่านคำพิพากษาตัดสินให้ บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ จำกัด กับพวกรวม 7 คน ให้ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนให้กลับมาใสสะอาดดังเดิม แต่ถ้าหากบริษัทไม่ยอมดำเนินการ ชาวบ้านสามารถดำเนินการเองได้โดยสามารถเรียกค่าเสียหายจากบิษัทในการดำเนินการได้อีก

ด้านนายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ แกนนำชาวบ้าน กล่าวหลังจากฟังคำพิพากษาว่า ตนรู้สึกพอใจในการอ่านคำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าชาวบ้านทั้งหมดได้รับความเป็นธรรม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ใสใจเรื่องเงินทองมากนัก แต่ทุกคนต้องการให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมามีสภาพเหมือนเดิน จากนี้ไปตนจะไปปรึกษากับชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาศาลจังหวัดกาญจนบุรีในคดีนี้ ได้มี นางภินันทน์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ นายบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ มาร่วมฟังคำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ด้วย โดยการอ่านคำพิพากษาในครั้งนี้ศาล จ.กาญจนบุรี ได้ใช้เวลาในการอ่านประมาณ 40 นาที ซึ่งฝ่ายจำเลยไม่ได้ส่งทนายหรือตัวแทนมาร่วมรับฟังคำพิพากษาของศาลจังหวักาญจนบุรีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ กับพวกรวม 7 คน สามารถยื่นเรื่องเพื่อขออุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน




By: เมธา December 21, 2010 21:08

Message 1:


ภาพจาก http://khaosod.co.th


By: เมธา December 21, 2010 21:13

Message 2:
1000 ล้านไหงเหลือ 35 ล้านได้ล่ะครับ ได้ค่าชดเชยคนละแสนกว่าบานนับว่าน้อยมากกับความลำบากที่ได้รับ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร


DaijobuDaijobu (Lv 6)
Prime Scholar
Exp: 318



By: Daijobu December 21, 2010 21:14

Message 3:
สงสารชาวบ้าน


By: วี December 22, 2010 03:29

Message 4:
ตอนฟ้องร้องก็คงตั้งให้ค่าเสียหายสูงกว่าที่ศาลท่านจะพิจารณาให้หนะครับ ค่าเสียหายขนาดนี้ก็คงตามมาตรฐานเมืองไทยแล้ว ถ้าเป็นอเมริกาคงได้เป็นคนละร้อยล้าน แต่คงอย่างที่ชาวบ้านบอก "ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ใสใจเรื่องเงินทองมากนัก แต่ทุกคนต้องการให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมามีสภาพเหมือนเดิม"

ยังไงคดีนี้ก็เป็นคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่ง ซึ่งศาลท่านคงใช้เป็นบรรทัดฐานในการเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป

ส่วนพวกเราชาวไบโอก็คงจะได้มีส่วนร่วมช่วยฟื้นฟูสถานที่ต่อไปนะครับ แต่เห็นความไม่รับผิดชอบไม่แคร์ของผู้ประกอบการ ในข่าวแล้ว....แล้วมันน่า..นัก "ฝ่ายจำเลยไม่ได้ส่งทนายหรือตัวแทนมาร่วมรับฟังคำพิพากษาของศาลจังหวักาญจนบุรีแต่อย่างใด"


By: เมธา December 22, 2010 23:49

[Back to top...]
Post Reply to this Topic
 
Reply:
PIN: (โปรดพิมพ์เลขหนึ่งสามตัวในช่องว่างนี้)
Name:
Email:
 
 
Special Tags:

Bold = [b]Bold[/b]

Gallus gallus domesticus = [i]Gallus gallus domesticus[/i]

WARNING! = [font color=#FF0000]WARNING![/font]

http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi = [url]http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi[/url]

scnop@mahidol.ac.th = [email]scnop@mahidol.ac.th[/email]

= //Angry

= //Grin

= //Kidding

= //Laugh

= //Sad

= //Wow

= //Smile

= //Cool

= //Huh

= :-D

Insert picture [img]http://www.somewhere.com/somefile.jpg[/img]

Department of Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Rama VI Road, Rachadhavi, Bangkok 10400 Thailand

Tel. (+66) 2201-5250 Fax. (+66) 2354-7161
Webmaster: scnop@mahidol.ac.th