Welcome to...
Department of Biology, Faculty of Science
Mahidol University
Wisdom of the Land

Home
About us
News and Events
Research
Facilities
Publications
Awards
Curriculums
eLearning
Staff
Alumni
Service
Shop
Webboard
Download
Contact us
New Homepage
Home | Faculty of Science | Mahidol University | FAQs | Members | ภาษาไทย

Department of Biology Webboard
Search:
[Reload] [Recent] [Post] [Reply]
ต้นไม้กับโครงเหล็ก

Detail: ตามคำขอในกระทู้ที่ 1374 ผมแวะไปถ่ายภาพต้นไม้เสริมเหล็กมาให้แล้วครับ



บริเวณหน้าตึกสำนักงานอธิการครับ

พายุมาก็คงไม่ล้มครับ

By: อ.โจ้ August 22, 2009 10:46


Message 1:
เป็นไงล่ะทุกคน เจตนาท่านดีในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ไม่ระมัดระวัง ไม่ศึกษาเชื่อแต่บริษัทรับปลูก ไม่ฟังการท้วงติง ผลจึงเป็นอย่างนี้ ต่อให้เอาเหล็กดามออกสักวันหนึ่ง รากแขนงที่เกิดใหม่ในหลุมเล็กๆ ตื้นๆ อาจไม่แข็งแรงพอจะต้านทานแรงพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ อาจจะซ้ำร้อยเดิม ก็ต้องขบคิดแก้ปัญหากันไป คงไม่เสนออะไรเพราะเสนอไปก็ไม่ฟัง ไม่มีประโยชน์ ต้องให้เจอเองดีที่สุด

By: August 22, 2009 12:02

Message 2:
ถ้าเอาแผงนั่งร้านออกเมื่อไหร่ อย่าเอารถไปจอดเด็ดขาด.. แต่คิดอีกทีอย่าเอารถไปจอดเด็ดขาดตั้งแต่ต้น น่าจะดีกว่า

By: อ.โจ้ August 22, 2009 12:30

Message 3:
pathetic!

By: Nimueh August 22, 2009 15:52

Message 4:
เค้าคงทำไว้ให้ต้นไม้มันล้มง่ายๆ เพราะ ไม่อยากให้รถมาจอดมั่งครับ คิดดีนะเนี่ย

By: PuPPy August 22, 2009 19:01

Message 5:
คงไม่ต้องห่วงเรื่องจอดรถค่ะ ยังไงก็จอดไม่ได้ค่ะ เพราะว่าถนนแคบลงเหลือสามเลน ไปเลนกลับอีกเลน ตรงกลางไว้ stanby มั้งค๊ะ

By: dumbodung August 22, 2009 21:35

Message 6:
ว่าแต่ต้นไม้ขนาดนี้ใช้เวลาโตแค่ 4-5 ปีเองเหรอคะ ตอนแรกคิดว่าน่าจะสัก 15 ปีซะอีก

By: dumbodung August 22, 2009 21:38

Message 7:
ฝนตกหนัก พายุเข้าขนาดนี้...ต้นไม้จะเป็นไงน้อ...

ป.ล. เป็นห่วงต้นไม้มากกว่าหน้าตามหาลัยอีก คริคริ

By: Halley August 22, 2009 22:16

Message 8:
ที่ศาลายาฝนตกไม่หนักจ๊ะ ไม่มีวี่แววลมกระโชก นี่ก็หยุดตกแระ ต้นไม้น่าจะปลอดภัยจ้า

By: dumbodung August 22, 2009 22:56

Message 9:
dumbodung ตามรูปที่อ.โจ้ ไปถ่ายมา คือ ต้นหูกระจง (Terminalia ivorensisChev.) ญาติผู้น้องของต้นหูกวาง (Terminalia catappa L.) วงศ์ Combretaceae เป็นไม้โตเร็ว (fast growing tree) จากอาฟริกาแถบเส้นศูนย์สุตร ดังนั้นที่ประมาณว่าอายุ 4-5 ปี เป็นไปได้ที่จะได้ขนาดนี้

By: August 23, 2009 00:06

Message 10:
มิน่า..ใบมันเล็กกว่าต้นที่อยู่ข้างหน้าต่างห้องทำงานผม

By: อ.โจ้ August 23, 2009 06:12

Message 11:
dumbodung ส่วนต้นไม้อื่นๆ เท่าที่มองผ่านๆ ก็มี นนทรี ศรีตรัง อินทนิลน้ำ อินทนิลบก เสลา สะเดาอินเดีย ราชพฤกษ์ ขี้เหล็ก ดูจากลักษณะและอัตราการเจริญเติบโตอายุน่าจะอยู่ระหว่าง 4-10 ปี ไม่ถึง 15 ปี / ตามทางเท้าที่จะให้เป็นทางวิ่งออกกำลังกายรอบมหาวิทยาลัยเห็นว่าจะเอา "ยางนา" มาลง ไม่เห็นมีเลย มีแต่ต้นไม้อย่างอื่น

By: August 23, 2009 08:16

Message 12:
เวลาเขา present ก็เห็นบอกว่าจะเอายางนามาปลูก แล้วตกลงยังไม่มีเลยเหรอคะ เอ๋ ยังงัยกัน แล้วที่เห็นต้นน้อยๆ (สูงขนาดเอว diameter ประมาณ 1 cm) ปลูกอยู่บ้างตามเนินหน้ามหาลัยใช่ยางนาหรือเปล่าคะ เท่าที่ความรู้หางอึ่งของหนูจะมี เห็นว่าใบมันคล้ายๆพวกตระกูลยาง ถ้าใช่ก็ขำๆค่ะ แต่อย่างน้อยก็ยังมีรากแก้ว อิอิ


By: dumbodung August 23, 2009 09:38

Message 13:
ต้องไปดู สัปดาห์หน้าจะมาส่งข่าว ใบยางนาดูเผินๆ จะคล้ายมะม่วง

By: August 23, 2009 12:03

Message 14:
ยางนาโตไม่เร็วนะ dumbodung ถ้าเทียบกับตะเคียนทอง ตะเคียนทองเร็วกว่า เวลาเติบใหญ่ ลำต้นสูงตรง ทรงพุ่มสวย เปลือกดำทะมึน อันที่จริงน่าปลูกรอบมหาวิทยาลัยจะทำให้คนเกรงขามกว่ายางนา ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า อัตราการวิ่งของคนมาวิ่งออกกำลังกายอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความใหญ่ของต้น และน่าจะวิ่งเร็วยิ่งขึ้นถ้าเริ่มมีอะไรออกมานั่งโคนต้นให้เห็นยามค่ำคืน

By: August 23, 2009 12:09

Message 15:
งั้นตะเคียนทองมีสรรพคุณทางยาไหมคะ ถ้ามีน่าจะนำไปปลูกที่สวนสมุนไพรเผื่อจะได้ลดจำนวนพวกที่ชอบไปนั่งเป็นคู่ๆยามดึกดื่นค่ำคืนอ่ะคะ คริคริ



By: dumbodung August 23, 2009 14:40

Message 16:
- -"
เอิ่บ...อาจจะพบก็ได้ว่าตะเคียนทองมี Secondary metabolite ที่ให้กลิ่นเหมือนน้ำอบไทย

By: Halley August 23, 2009 14:42

Message 17:
ที่แน่ๆ จะมีการขับ resin ออกมาจากเนื้อไม้ ถ้าได้รับการกระทบกระเทือน จัดเป็น chemical defence อย่างหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ตกน้ำมัน" แต่ที่แปลกและอธิบายไม่ได้ คือ บางทีตัดไม้มาทำเสาเรือนนานแล้ว วันดีคืนดี resin เหล่านี้ยังขับออกมาได้ จนชาวบ้านต้องเอาผ้าแดงไปผูกเพื่อรับขวัญนางตะเคียน ก็เป็นความเชื่อนะ

By: August 23, 2009 16:01

Message 18:
resin คงค่อยๆถูกดันออกมาระหว่างใช้เป็นเสาอยู่ด้วยการขยายตัวของอากาศเนื่องจากความร้อน ..แค่นั้นมังครับ o_O

By: อ.โจ้ August 23, 2009 20:56

Message 19:
ก็คงงั้นอ.โจ้ ถ้ามองแบบวิทยาศาสตร์

By: August 23, 2009 21:54

Message 20:
Halley ถ้าพิจารณา specific epithet จากชื่อวิทยาศาสตร์ของตะคียนทอง คือ Hopea odorata Roxb. ก็บ่งบอกถึงการมีกลิ่น (odorant) ที่ขับออกมาตามที่คุณบอกพอดี คือ ดอกหอมครับ ต่างจากสมาชิกในวงศ์ Dipterocarpaceae อื่นๆ ที่มักไม่มีกลิ่น เท่าที่ทราบสมาชิกในวงศ์นี้ 3 ชนิด คือ ตะเคียนทอง, จันกระพ้อ (Vatica diospyroides Syming.) และ พยอม (Shorea talura Roxb.) มีดอกที่หอม ถึงหอมมาก ส่วนเนื้อไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่รู้จะหอมหรือไม่

By: August 24, 2009 08:03

Message 21:
ได้ยินชื่อก็หอมแล้ว ถ้าเอามาปลูกในศาลายา คงหอมมากๆ ..ยามค่ำคืน.. หอมแบบนี้ผสมเกสรโดย moth รึเปล่าครับ?

By: อ.โจ้ August 24, 2009 08:52

Message 22:
อ.โจ้ ถ้าหอมกลางคืนก็มีสิทธิที่ moth จะช่วยผสมเกสรได้นะ ไม่รู้เหมือนกันถึงเวลาหอม ไม่มีข้อมูล

By: August 24, 2009 09:09

Message 23:
ภาพที่ 1 : ตะเคียนทอง






ภาพที่ 2 : ตะเคียนทองใหญ่ขนาด 13 คนโอบ กรมป่าไม้ ขึ้นบัญชีเป็นไม้ตะเคียนทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ อุทยานแห่งชาติทับลาน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา




ภาพที่ 3: ช่อดอกตะเคียนทอง




ภาพที่ 4 : ตะเคียนทองนำมาปลูกบนเกาะกลางถนนในต่างประเทศ



By: August 24, 2009 09:30

Message 24:
ภาพที่ 4 ของรีบนงดงามจริงๆครับ

By: Nimueh August 24, 2009 13:37

Message 25:
ลองนึกสภาพมาปลูกบนเกาะกลางถนนในมหิดล ศาลายา หรือ รอบๆมหาวิทยาลัย ยังมีอีกอย่างที่ครูอยากแนะนำ คือ "พยอม" ตามที่บอกข้างต้น โตช้ากว่ากัน ดอกกลิ่นหอมหวานแรงในราวปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี (ใกล้นศ.สอบไล่) เวลาดอกร่วงเหมือนหิมะร่วง อาจารย์พี่สาวเล่าให้ฟังว่าเคยเกิดปรากกฏการณ์กลิ่นหอมแรงกระจายมาแล้วที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ในบริเวณถนนสุเทพซึ่งมีตลาด "กาดพยอม " หลังมช. ต่อมาถูกเทศบาลและกรมทางหลวงร่วมกันตัดทิ้งเพื่อขยายถนน อ้างเพื่อความเจริญโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากนักศึกษา-คณาจารย์มช. พี่สาวเล่าเพิ่มเติมว่าเวลาพยอมติดผล ผลเป็นแบบมีปีก (samara) เวลามีพายุ พายุจะพัดผลมีปีกขึ้นไปบนฟ้าหนาแน่นยังกับห่าฝนแล้วหมุนตกลงมาสวยงามมาก กระจายทั่วมหาวิทยาลัย ฮือฮากันมาก เพิ่งวางหูจากพี่สาวไป อาจารย์แกเล่าว่า ตอนนี้เทศบาลฯ สำนึกผิดแล้วในสิ่งที่ตนทำลงไปโดยไม่ไตร่ตรอง โดยนำต้นกล้ามาปลูกใหม่แต่ยังไม่โตเท่าไหร่

By: August 24, 2009 15:16

Message 26:
ภาพที่ 5 : พยอม (Shorea talura Roxb.)




ภาพที่ 6 : เรือนยอดขณะกำลังมีดอกในราวปลายเดือนกุมภาพันธุ์-มีนาคม




ภาพที่ 7 : ช่อดอกพยอม ดูเผินๆ คล้ายดอกมะลิวัลย์ หรือ ดอกกาแฟ




ภาพที่ 8 : ผลแห้งมีปีกของพยอม



By: August 24, 2009 15:32

Message 27:
วกไปที่โครงเหล็กของต้นไม้หน้าตึกอธิการบดี มหาวิทยลัยควรตอบประชาคมว่าจะทำอย่างไรต่อไป 1.จะดามเหล็กต่อไปอย่างนี้ไม่มีกำหนด หรือ 2.จะเอาออกไปเมื่อคิดว่าต้นน่าจะอยู่ตัวแล้ว (ยาก) หรือ 3.หาต้นไม้มีระบบรากแก้วที่ดีมาปลูกใหม่ ?

By: August 24, 2009 17:14

Message 28:
หล่อฐานปูนจากโคนขึ้นมาเสริมไว้ดีไหมครับ ลดโอกาสที่มันจะถอนรากถอนโคนได้ จะล้มก็ต่อเมื่อมีแรงมากระทำกับทั้งต้นส่วนบน จนเกิดแรงเค้นที่โคน จนความยืดหยุ่นของลำต้นบริเวณรอยต่อระหว่างส่วนบนกับด้านล่างของปูนทนไม่ไหว มันก็จะหัก เดี๋ยวผมไปหานักฟิสิกส์สติเฟื่องมาคำนวณให้ แล้วนักคณิตศาสตร์ทำโมเดลว่าจะต้องให้แท่นปูนสูงแค่ไหนถึงจะปลอดภัย โดยใช้ความเร็วลมระดับสูงสุด +5% ที่เคยเกิดขึ้นแถวศาลายา

By: อ.โจ้ August 24, 2009 20:44

Message 29:
สงสารต้นไม้อ่ะคะ อ.โจ้ หล่อฐานปูนมาเสริมน่าจะอึดอัด (ราก) หรือเปล่าคะ

By: dumbodung August 24, 2009 21:03

Message 30:
ครูนึกภาพตามเหมือน "เบ้าใส่เทียนพรรษา" ตามวัดเลย หุ หุ

By: August 24, 2009 21:21

Message 31:
แต่น่ารับฟังนะ dumbodung ถ้ายังใช้ต้นเดิม แต่ปัญหาคือ ถ้าต้นไม้ใหญ่ต้องถูกบีบให้อยู่ในช่องแคบๆ รากแขนงที่เกิดใหม่จะประสานเป็นร่างแหใต้ดิน (ใต้ช่อง) แย่งธาตุอาหารในดินกันเองเพราะปลูกชิดกันมาก ถ้าธาตุอาหารหมดเมื่อใดโดยไม่มีการบำรุง การสังเคราะห์แสงอาจเสื่อมลงและถ้าสภาพทางเคมีและฟิสิกส์ของดินเปลี่ยนไปด้วย ต้นอาจยืนตายซาก

By: August 25, 2009 00:41

Message 32:
^
อ่านเม้นท์ของอ.กรวิศฎ์แล้วรู้สึกว่าการจะลงต้นไม้ทั้งทีก็ต้องรู้เงื่อนไขมากมาย
สงสัยว่า...
มหาวิทยาลัยจะลงต้นไม้ทั้งที ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการ หรือหน่วยงานย่อยๆ ขึ้นมาศึกษาเรื่องพวกนี้เลยเหรอครับ?

ทั้งๆ ที่เรื่องพวกนี้มันก็เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานแท้ๆ...

By: Halley August 25, 2009 09:10

Message 33:
สิ่งที่ Halley พูด มหาวิทยาลัยอาจทำอยู่แล้วก็ได้ ก็เห็นระดมความคิดอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ ก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่เห็นส่งอะไรมาที่ภาคฯ เลย ส่วนจะติดต่อไปที่ภาคพฤกษ์หรือไม่ครูไม่ทราบ

By: August 25, 2009 10:48

Message 34:
โอ้ศาลายา


...................

โดย: CB#03 วันที่ 25 สิงหาคม 2552 12:19 น.

[Back to top...]
Post Reply to this Topic
 
Reply:
PIN: (โปรดพิมพ์เลขหนึ่งสามตัวในช่องว่างนี้)
Name:
Email:
 
 
Special Tags:

Bold = [b]Bold[/b]

Gallus gallus domesticus = [i]Gallus gallus domesticus[/i]

WARNING! = [font color=#FF0000]WARNING![/font]

http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi = [url]http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi[/url]

scnop@mahidol.ac.th = [email]scnop@mahidol.ac.th[/email]

= //Angry

= //Grin

= //Kidding

= //Laugh

= //Sad

= //Wow

= //Smile

= //Cool

= //Huh

= :-D

Insert picture [img]http://www.somewhere.com/somefile.jpg[/img]

Department of Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Rama VI Road, Rachadhavi, Bangkok 10400 Thailand

Tel. (+66) 2201-5250 Fax. (+66) 2354-7161
Webmaster: scnop@mahidol.ac.th