Welcome to...
Department of Biology, Faculty of Science
Mahidol University
Wisdom of the Land

Home
About us
News and Events
Research
Facilities
Publications
Awards
Curriculums
eLearning
Staff
Alumni
Service
Shop
Webboard
Download
Contact us
New Homepage
Home | Faculty of Science | Mahidol University | FAQs | Members | ภาษาไทย

Department of Biology Webboard
Search:
[Reload] [Recent] [Post] [Reply]
โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ

Detail: You can follow the article at

http://www.moe-news.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1327&Itemid=&Itemid=&preview=popup


I am not sure if MU will participate in this project. However, I think it is likely since there are not many Universities, which are qualified for such position.



By: TJ July 13, 2009 23:21

Message 1:
Followed up by an article from ทวิช จิตรสมบูรณ์

==============================
เพื่อนญี่ปุ่นของผม (และงานวิจัยแห่งชาติของผม)

คศ. 1986 ในขณะที่ผมทำงานวิจัยอยู่กับศูนย์วิจัยแลงรี่ขององค์การนาซา
ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น พอเรียนจบปริญญาเอกเขาก็มาทำงานอยู่แผนกเดียวกับผม เป็นแผนกที่แปลเป็นไทยได้ว่า " แผนกขับเคลื่อนความเร็วเหนือเสียงมาก" (Hypersonic Propulsion Branch) ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นขวัญใจของการวิจัยในองค์กรทีเดียว เพราะจะใช้เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถขับจรวดหรือเครื่องบินให้เร็วได้ถึง 25,000 กม. ต่อชั่วโมงนั่นเทียวบินจากนิวยอร์คมาโตเกียวเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว (จริงๆแล้วโครงการนี้ทำทีเป็นเอกชน แต่เป้าหมายคือทหารแน่นอน บางคนเรียกเป็นโครงการ star war ของปธด. โรแนลด์ เรแกน)

เราเป็นคนต่างชาติเพียงสองคนในแผนกนี้ (ซึ่งมีประมาณ 20 คน) จึงสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เพื่อนชวนผมไปกินข้าวปลาสาเกที่บ้านเพื่อนบ่อยๆ (แม้เพื่อนจะค่อนข้างขี้เหร่แต่ภรรยาสวยมากแบบดาราญี่ปุ่นยังไงยังงั้น) พอสนิทกันสักหน่อย ผมก็ถามเพื่อนว่าญี่ปุ่นก็แสนเจริญ แล้วทำไมเพื่อนไม่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นเล่า

เพื่อนตอบว่า กลับไม่ได้หรอก เพราะว่าเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ
ถ้ากลับไปจะไม่รุ่งเรือง ....อ้าวเป็นงั้นไป

เพื่อนเล่าต่อว่า ในญี่ปุ่นถือว่าคนที่ไปเรียนนอกเป็นคนที่เรียนในประเทศไม่ไหว หรือไม่ได้จึงจัดเป็นพวกหางแถว ได้รับการดูถูก จึงเจริญได้ยากอีกทั้งพรรคพวกเพื่อนพ้องที่จบมาจาก u เดียวกันที่จะคอยช่วยเหลือกันก็ไม่มีกะเขา (เรื่องพวกพ้องนี่ญี่ปุ่นเหมือนไทย)

ผมมาสะท้อนคิดว่า เออหนอ ช่างตรงข้ามกับไทยเราอย่างสิ้นเชิงของเราทั้งรัฐและเอกชนต่างก็เห่อการส่งคนไปเรียนนอกให้มากๆและนานมานับร้อยปีแล้ว
ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเคยคิดที่จะสร้างค่านิยมในการเรียนเมืองไทยเลย แล้วอย่างนี้มหาลัยไทยจะเข้มแข็งได้อย่างไร เพราะขาดกำลังงานสำคัญในการทำงานวิจัยซึ่งคือนักศึกษาปริญญาเอกนี่เอง

เพื่อนเล่าให้ฟังด้วยว่าในญี่ปุ่นมีนโยบายให้นักวิจัยญี่ปุ่นตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเอาไปเสนอในต่างชาติได้ ซึ่งนี่ก็ตรงข้ามกับของไทยเราอีกที่หน้าใหญ่ใจโตต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาติให้มาก
ส่วนภาษาไทยเราเองไม่นิยมตีพิมพ์ถือว่าเป็นวารสารที่ต่ำต้อย ไร้คุณภาพ (อ้าว..แล้วทำไมพวกคุณไม่ช่วยกันทำให้มันมีคุณภาพล่ะ มัวไปถือกระเป๋าตามนักการเมืองจนลืมไปหรือไง ทั้งที่วารสารวิชาการนั้นคือหัวใจของการวิจัยเลยก็ว่าได้)

นักวางนโยบายวิจัยไทยทุกคนที่ผมเคยได้กลิ่นขี้ปากมาต่างพูดกันเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า นักวิจัยไทยต้องตีพิมพ์นานาชาติ เพราะมันคือตัวชี้วัดความเจริญของชาติเรา ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าหมดหวังกับอนาคตประเทศผมที่มีแต่คนพวกนี้ (วิจัย"เก่ง"จนขนาดได้ไปเป็นนักวางนโยบายการวิจัย ที่เสียงดังขโมงโฉงเฉง ลั่นประเทศใครๆ ก็ต้องฟัง รวมทั้งรัฐบาล)

ที่งานวิจัยไทยมันไม่เจริญนั้นผมได้ยินเสียงวิจารณ์มาบ้างและได้พบมากับตนเองบ้างว่าเป็นเพราะมันเล่นพวกเล่นพ้องเหมือนกับวงการอื่นนั่นแหละ นักวิจัยระดับวางนโยบายก็วนเวียนกันอยู่ในก๊กในสถาบัน สมบัติผลัดกันชมอยู่ไม่กี่คนและกี่สถาบันนี่แหละ หลายคนอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดเพ็ชรในประเทศไทยนี้ไม่มีใครล้ำเลิศยิ่งไปกว่า หาตัวแทนไม่ได้อีกแล้ว

จึงไม่แปลกอะไรเลยที่งานวิจัยไทยเราช่วยประเทศไม่ค่อยได้ เพราะพวกวางนโยบายพวกนี้เป็นพวกนักวิจัย "มือขาว" ทั้งนั้น ที่ไม่รู้จักประเทศไทยดีพอ เห่อฝรั่ง และกลัวฝรั่งจนลนลาน ไม่กล้าคิดอะไรที่เป็นของไทย ที่ทำไปจากล่างสู่บน
จะทำอะไรแต่ละทีเป็นต้องจากบนสู่ล่าง ต้องมีที่ปรึกษาต่างชาติ ต้องร่วมมือกับต่างชาติก่อนเสมอไป

ทำไมนักวิจัยเต็มประเทศ แต่ปล่อยให้ชาติขายมันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด
น้ำมันปาล์ม แบบดิบๆ ที่ราคาแสนต่ำ ไม่นับรวมผลไม้อีก 100 ชนิด ในขณะที่นิวซีแลนด์เขามีผลไม้ลูกเดียวคือ กีวี แต่ทุกมหาลัยทำงานวิจัยกันจ้าละหวั่น
เพื่อเอาทุกส่วนของกีวีมาแปรเป็นรายได้เข้าประเทศ ในขณะที่นักวิจัยไทยหันไปทำงานวิจัยเรื่องนม เนย ชีส ไวน์ นาโนเทค ไปโน่น ปล่อยให้ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ ล้นตลาด ราคาแสนต่ำ

ไม่รู้จะโทษใครผมต้องขอโทษนักการเมือง ที่ปรึกษานักการเมือง และนักวางนโยบายวิจัย (อดีตนักวิจัย) ไว้ก่อนหละ ส่วนผมตัวน้อยๆ ก็ทำหน้าที่ของผมแล้ว ในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวแต่หลายครั้งแล้ว
จนผมเชื่อว่าได้มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงนโยบาย สกว. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย อย่างขนานใหญ่มาแล้ว เพราะเมื่อสัก 10 ปีก่อน สกว. จะสนับสนุนการวิจัยแบบเลิศลอยฟ้าที่เน้นตีพิมพ์ต่างชาติที่สุด จนผมทนไม่ไหวได้เขียนบทความวิจารณ์ในวารสารของ ม. ของผม ว่า การทำเช่นนี้ถือเป็น "การทำลายชาติ" เมื่อเรื่องเข้าหู "ผู้ใหญ่" (ซึ่งท่านมาเล่าให้ผมฟังเอง) สกว. จึงได้ปรับนโยบายมาส่งเสริมการวิจัยด้านการเกษตรมากขึ้นผิดหูผิดตาจนทุกวันนี้

คราวนี้ผมกำลังจะบอกว่า รัฐบาลกำลังจะ "ขายชาติ" อีกแล้วด้วยการทุ่มเงิน
12,000 ล้านบาทเพื่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ โดยงัดเอามุกด้อยพัฒนาเดิมๆมาใช้ คือ ต้องตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติให้มาก...จบข่าว

....ทวิช จิตรสมบูรณ์


By: TJ July 13, 2009 23:25

Message 2:
วิจารณ์ได้เผ็ดร้อนมากครับ

By: Asker July 14, 2009 20:42

Message 3:
คุณทวิช ถึงจะเป็นอาจารย์ มีดีกรีจบนอก มาก็ตามแต่คำวิพากษ์ ดูเหมือนจะใจแคบ ไม่มองอีกด้านบ้างเลย หรือผมอาจจะใจแคบเองที่ไม่มองมุมมองของคุณ ใจเย็น ๆ บ้าง มองต่างมุมกันบ้าง

By: นินจา July 15, 2009 00:49

Message 4:
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะอาจารย์ ถ้าคนตัวเล็กๆอย่างเราจะทำอะไรเพื่อชาติได้บ้างก็คงดี เพิ่งกลับจากนิวซีแลนด์มาหยกๆ ไป conference ค่ะ (อย่างว่าแหละค่ะ คนตัวเล็กก็ยังต้องถูกพัดไปตามกระแส - ถ้านี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวหน่ะนะ) แล้วก็นึกเศร้าใจเมื่อเปรียบเทียบการทำวิจัยของ "นักวิจัย" ในบ้านเรา และบทวิจารณ์ของอาจารย์ก็ตรงที่ใจนึกเหลือเกินค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ในการสะกิดคนตัวโตๆให้เขาได้หยุดคิดบ้างนะคะ
ส่วนที่ "คุณนินจา" คิด ก็ไม่ผิดหรอกนะคะ เราต้องคิดต่างและมองหลายมุมจึงจะเกิดการพัฒนาค่ะ

By: rung December 16, 2009 13:41

Message 5:
ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์มาก ๆ ครับ ทุกอย่างที่อาจารย์ คือสิ่งที่ผมคิดมานานแล้ว พยายามบอกคนอื่น ๆ แต่ไม่ค่อยมีคนรับฟัง
เป็นกำลังใจให้นะครับ

By: PuPPy December 17, 2009 18:50

Message 6:
ผมอยากขอเสนอแง่คิดไว้หน่อยครับ ไม่ได้จะว่าอ. นะครับเพราะคนเราต่างความคิด...ผมว่ามันเป็นการเริ่มต้นครับสำหรับงานวิจัยไทย ไม่มีอะไรเกิดมาแล้วสมบูรณ์ ปัญหาไม่ได้เกิดจากใคร หรือเอางบไปทำอะไร แต่มันเกิดจากการประเมิณ และความไม่เข้าใจปัญหาที่สะสมมานาน แล้วใครเป็นคนเริ่มก่อปัญหาล่ะครับ ไม่มีใครรู้... ยกตัวอย่างนะครับก็เหมือนกับให้คนกินข้าวเป็นอย่างเดียว ไปแก้ปัญหาคนปลูกข้าวแหล่ะ ครับ ก็หวังว่าจะมีสักคนที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีความรู้ในการปลูกข้าวและการขายข้าว แล้วไปแก้ปัญหาเกี่ยวกับข้าว สิ่งที่อ.พูดมันเป็นเพียงเรื่องที่ช่วยไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นปัญหาของระบบที่ผิดต่อเนื่อง จนสะสมมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องค่อยๆ แก้กันไป ก็หวังว่าจะแก้ทันปัญหาที่เพิ่มขึ้นสักวันครับ และความรู้ประเทศเราก็ยังตามประเทศอื่นอยู่ แม้แต่ตัว อ. เองยังไปเรียนเมืองนอก แล้วทำไมไม่กลับมาทำงานพัฒนาในประเทศแต่แรกละครับ ถ้าให้พูดตรงๆ อ. หรือนักวิจัยของไทยส่วนหนึ่งก็คิดงานเองน้อยมากลอกเขาเยอะ ขนาดจบนอกมากัน งานวิจัยก็ไม่ได้สามารถนำมาใช้ได้จริง (ผลการทดลอง ผมว่ายังมีที่การทดสอบยังไม่แน่นอน แล้วไปฟันธงว่าใช้ได้ พอทำซ้ำหรือนำไปประยุกต์กับไม่ได้ ซึ่งจริงๆก็เหมือนกับโมเมเอาเอง ก็เยอะครับ) เพราะถูกบีบจากนโยบายรวมถึงเงินที่จะได้เข้ากระเป๋า มันก็น่าเห็นใจแหล่ะครับสำหรับ อ. บางท่านที่ต้องคิดถึงตัวเองก่อนมันเป็นธรรมชาติครับ รวมถึงเล่นพรรคพวก มันช่วยไม่ได้อีกล่ะครับ เพราะมันมีทุกที่ หรือ อ. จะปฏิเสธว่าเมืองนอกก็ไม่มีคนที่เล่นพวกพ้อง...คนเราเป็นสัตว์สังคมครับ บางอย่างมันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ ซึ่งถ้าเป็นคนปกติคงไม่สามารถจะฝืนสัญชาตญาณได้ครับ...บางทีตัว อ. เองก็อาจจะเป็นด้วยเพียงแต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น เพราะคนเราหากไม่ส่องกระจก ก็จะไม่เห็นตัวเอง ความคิดก็เช่นกันครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะหาอะไรมาส่องเพื่อให้เห็นว่าความคิดของตัวเองเป็นอย่างไรนั้นได้ยากมาก... ถ้ามันจะมีอะไรผิดก็คงตรงที่เรามัวแต่คิดว่านั่นนี่ไม่ดีไม่ควร แต่ไม่มีใครที่จะลงมือทำตามความคิด..ว่าเราควรจะทำอะไรเพื่ออนาคตข้างหน้าจริงๆถึงแม้สิ่งที่ทำจะส่งผลไม่ได้ดีต่อตัวเอง หรือพูดง่ายๆว่าหาคนที่เสียสละครับ ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก แม้แต่ตัวอ.เองยังบอกว่าตัวเองได้มีส่วนและทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว แต่ถ้านอกจากนั้นมันเหมือนไม่เกี่ยวกับ อ. แล้วหรือไงครับ เพราะคนเรามัวแต่คิดว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว แต่จริงๆ มันก็คือการตีกรอบตัวเองว่าทำอะไรได้ หรือไม่ได้...ยังไงเราก็หายใจอยู่ได้ในโลกใบเดียวกันครับ ถ้าในความรู้สึกผมที่ อ. พูดมันเหมือนกับคนที่สามารถเอาตัวรอดได้แล้วนั่งรอดูความเสียหายที่จะเกิดในอนาคตกับคนอื่นแล้วก็โยนความผิดให้คนอื่น โดยที่จริงๆแล้วมันไม่ได้มีใครผิดหรือถูก 100 เปอร์เซน ก็เหมือนคนขับรถชนกัน มันเป็นอุบัติเหตุครับ ไม่ได้มีใครตั้งใจให้มันเกิดเรื่องแย่ๆหลอกครับ ผมว่านะถ้าเลือกได้คนทุกคนก็คงอยากให้มันมีแต่เรื่องที่เจริญพัฒนาไปในทางที่ดี... แต่ความจริงเราไม่สามารถแบ่งเงินสิบบาทให้กับคนพันคนได้ครับ .. ต้องมีคนได้และไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันคนที่ได้น้อยกว่า เพราะ ด้วยปัญหาด้านประชากรอีกส่วนครับ คนเยอะทรัพยากรน้อย จึงเกิดการแก่งแย่งกัน... และส่วนเรื่องงานต้องเสนอนานาชาติ มันเป็นแค่การเผยแผ่ความรู้ครับ บางเรื่องก็อย่าไปคิดว่ามันจะไม่ดีครับ เพราะไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่า การตีแผ่ความรู้ออกไป จะทำให้ชาติเราเสียหาย ครับ ผมเห็นแต่ผลดีในความจริงที่ไม่ได้เพ้อฝันนะครับ เพราะถ้าตีความรู้ในไทยอย่างเดียว ผมว่างานวิจัยคงจบและหยุดลง เพราะขาดคนสนับสนุน (อันนี้ก็รู้ๆกันนะครับว่าใครสนับสนุน) ผมเห็นด้วยกับความคิดบางอย่างนะครับ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยที่สุดคือ อ. ก็คืออีกคนนึงที่มองและดูถูกคนในชาติเดียวกัน ความคิดแบบนี้แหล่ะครับเป็นตัวแบ่งเหล่าแบ่งพวก คนเราไม่ได้เกิดมาฉลาดหรือโง่เหมือนกัน ไม่ได้มีโอกาสได้รับความรู้เหมือนกัน อย่าลืมครับว่าตัวของเราก็คิดได้แค่งานของเรา เราไม่สามารถจะไปเปลี่ยนหรือบอกให้ใครทำอะไร ถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่เราคิดว่าดี แต่หากคนที่เกี่ยวข้องไม่ได้คิดแบบเราหรือเราโน้มแน้วให้คิดแบบเราไม่ได้ ก็เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนที่แย่ ก็เพียงแค่เขาคิดไม่ได้เหมือนเรา ต่อให้สิ่งที่เราคิดดีแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้ถูกต้อง 100 เปอร์เซน สิ่งที่อ. คิดว่างบประมาณเป็นเรื่องขายชาติอีก ผมว่า ก็คงมีคนที่คิดว่ามันจะเป็นเงินที่ทำประโยชน์ให้กับชาติ ไม่มีอะไรในโลกที่จะดีที่สุดหรือถูกทีสุด ถ้ามันทำได้ผมว่านั่นจะเป็นจุดยุติของความเจริญ(หมายถึงทุกอย่างกลับไปเป็นศูนย์) แล้วถ้ากลับมาตามความจริง ก็มีนะครับนักวิจัยที่ทำงานของไทย เพียงแต่ อ. อาจจะไม่รู้ มีเยอะด้วยครับ แล้วก็เป็นที่สนใจของต่างชาติ ผมก็งงว่าทำไม อ. ถึงไม่ทราบ จึงได้อ้างเรื่องกีวี ทั้งๆที่ไทยก็มีข่าวโครมคราม เช่นเรื่องข้าว กล้วยไม้ของไทยสารพัดพันธุ์ หรือเรื่องอื่นๆ ทั้งแป้งโมดิฟายด์ เพราะฉะนั้นเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัยมันก็น่าจะส่งผลดีให้กับงานวิจัยไทย และการวิจัยนมผมก็ว่าดีนะ เพราะคนไทยก็กินนมกินเนยเป็นครับ และการตีพิมพ์วารสารนานาชาติเป็นการช่วยให้คนทำวิจัยพยายามทำงานที่ดีๆออกมาและน่าเชื่อถือ.. ถือเป็นการเริ่มต้นครับ(ถึงเงินมันจะหายไปเป็นความว่างเปล่าบ้างก็ตาม แต่มันก็คงมีบางส่วนที่เกิดประโยชน์) อาจจะไม่ได้ดีดังที่ อ. คิดไว้เพราะเอาความรู้ หรือความคิดเก่าๆ หรือ ตัวอย่างที่อื่นมาประเมิณ มันจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูผลครับ ว่าจะเสียหรือได้ อย่าคิดว่ามันจะแย่ก่อนที่จะลงมือทำ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นมันก็จะไม่เกิดการพัฒนา ผมอยากให้มันมีการลงมือทำก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์ แล้วช่วยกันตรวจสอบดีกว่าครับ เพื่อป้องกันความคิดที่ไม่ดีของคนบางคนมาทำให้โครงการดีๆ ต้องเสียหาย อยากให้คิดว่ามันจะส่งผลดีหรือเสียครับมากกว่ากันครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนงานวิจัยไทยครับ ไม่ใช่การขายชาติเหมือนที่อ. กล่าวอ้าง โดยที่งานยังไม่เกิด จริงๆอยากให้สนับสนุนทุกมหาวิทยาลัย แต่ทุกอย่างมันก็มีข้อจำกัด หรือขีดความสามารถของมัน สิ่งที่พอจะทำได้คือหวังให้ผู้ใหญ่ คิดถึงประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เพราะจริงๆโครงการมันดีทั้งนั้นแหล่ะครับ เพียงแต่คนทำกลับทำให้มันไม่ดี อย่าเสียเวลาหาคนทำไม่ดีเลยครับเพราะอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปกว่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของจิตสำนึกครับ แต่สำนึกไทย ถูกปลูกฝังให้แข่งขันกัน และเอาตัวรอด คนที่คิดได้ก็ดีไป แต่คนที่คิดไม่ได้ เราก็ต้องช่วยกันต่อต้านครับ ถึงตัวเราจะเล็กแต่ถ้าหลายๆตัว ก็คงล้มช้างได้ครับ ผมชอบตรงที่ อ. คิดถึงส่วนรวมครับ แต่ อ. มีความคิดที่จะกั้นโอกาสในการที่จะเริ่มที่จะพัฒนาชาติ ด้วยความคิดว่าคนในชาติจะขายชาติตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็จะไม่เกิดโครงการใดๆครับ ...ฝากข้อคิดไว้อีกนิดนะครับ...ดังที่ในหลวงท่านทรงพระราชดำรัสไว้ ว่าให้คนดีช่วยกันดูแลชาติและอย่าปล่อยให้คนชั่วมามีอำนาจครับ... นั้นคือสิ่งที่ควรทำ ..

.... ส่วนตัวเลย ผมว่าผมกำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของคนในชาติหลังจากเกิดปัญหาต่างๆมากมาย สังเกตจากรอบตัวนี่แหล่ะครับ เพราะสังคมไทยยังไม่สิ้นคนดี และคนดีก็กำลังจะเพิ่มขึ้น เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยคนที่เห็นแก่ตัวแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงรักลูกหลานตัวเองครับ และคงเริ่มคิดกันได้ว่าถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ แล้วตัวเองจะอยู่ได้ยังไง

By: Begin February 9, 2010 16:35

Message 7:
ชื่นชมความเห็นคุณ Begin มาก ๆ เป็นอาจารย์อยู่ไหนหรือครับ

By: คนชม February 9, 2010 19:41

Message 8:
สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้อง clarify นึดนึง บังเอิญเพิ่งสังเกตว่าชื่อย่อผม (TJ คนโพสต์) ไปเหมือนกับผู้เขียนบทความในข้อความที่ 1 พอดี คนละคนกันนะครับ รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ เป็นอาจารย์อยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม. เทคโนโลยีสุรนารี แต่ที่ผมนำเอาบทความของ อ. ทวิช มาให้อ่านกันเพราะมีหลายๆจุด ที่ผมเห็นด้วย

อย่างแรกคือหัวข้อทำงานวิจัย ผมว่าที่ อ. เค้าหมายถึงคือการทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ resource ของบ้านเราเป็นหลัก ซึ่งจะนำมาสู่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุด

อย่างที่สองคือค่านิยมในการเรียนเมืองไทย อันนี้เป็นที่น่าแปลกว่าแม้ว่ารัฐบาลจะให้ทุนไปศึกษาต่างประเทศ เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ และพัฒนาประเทศ มาเป็นระยะเวลานาน แต่เหตุใดค่านิยมในการเรียนที่บ้านเราจึงไม่บังเกิด? ผมก็เป็นนักเรียนทุนคนหนึ่งที่ได้รับทุนไปศึกษาต่างประเทศตั้งแต่มัธยม ตอนกลับมาทำงานที่คณะ ก็รู้สึกดีใจว่านักศึกษาคณะเรามีศักยภาพสูงมาก และงานวิจัย เครื่องมือต่างๆ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างประเทศเลย แต่ทำไมในมุมมองของหลายๆ คนยังคงเหมือนเดิมคือจบจากต่างประเทศนั้นดีกว่า?

อย่างที่สาม และที่สำคัญคือการมุ่งเป้าไปที่การตีพิมพ์ การเผยแพร่งานวิจัยในวารสารนานาชาตินั้นเป็นสิ่งดี แต่นโยบายที่ใช้การตีพิมพ์วารสารนานาชาติเป็นตัวชี้วัดนั้น อาจไม่เหมาะสม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยของเรา ก็กำลังใช้นโยบายนี้เช่นกัน โดยกำหนดเป็นจำนวนบทความ ต่อบุคลากร ต่อปี แล้วต้องมีค่า Impact factor ที่สูง มีการร่วมมือกันจากหลายๆฝ่าย โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยว่าเราควรจะเน้นเรื่องงานวิจัย เพราะเป็นบ่อเกิดของพื้นฐานความรู้ แต่นโยบายดังกล่าวมีความขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ 1. การกำหนดจำนวนงานตีพิมพ์ในแต่ละปีนั้น อาจเป็นการจำกัดสมรรถภาพของโครงการวิจัย คนที่ลงมือปฏิบัติการทดลองก็คงทราบว่าเราไม่สามารถกำหนดได้เลยว่าผลการทดลองจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นจะกำหนดว่าปีหนึ่ง ๆ ควรจะมี x เรื่องในวารสารนานาชาติ นั้นอาจทำได้ยาก และ/หรือทำได้ การเร่งตีพิมพ์ก็อาจทำให้ค่า impact factor ลดลง 2. การร่วมมือกันทำวิจัย ในปัจจุบันมีการส่งเสริมกันอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่อีกข้อจำกัดหนึ่งคือต้องแบ่งสัดส่วนเป็นร้อยละ ว่าคุณทำไปร้อยละเท่าไร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไร้สาระ โดยปกติก็จะมีผู้ทำวิจัยชื่อแรก ซึ่งเป็นคนที่ทำเป็นหลัก และ corresponding author ซึ่งปกติเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ที่ต่างประเทศนั้นไม่มีใครเค้าแบ่ง และต้องรับรองว่าใคร ทำไปร้อยละเท่าไร อย่างไร ผมได้คุยกับอาจารย์หลายท่านซึ่งก็มีความเห็นตรงกัน แต่ทำไมเราจึงใช้เกณฑ์เหล่านี้อยู่ เราออกมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐแล้ว น่าจะปรับเปลี่ยนโดยมิต้องอิงเกณฐ์ของรัฐก็น่าจะย่อมได้ และ 3. คุณค่าของงานวิจัยนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับค่า Impact factor อย่างหลายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่าการตีพิมพ์เสียอีก ดังนั้นการใช้งบประมาณที่จะตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยโดยใช้จำนวนงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และ impact factor มาเป็นตัวชี้วัด จึงเป็นเรื่องที่น่าฉุกคิด

ประการสุดท้าย คุณ Begin กล่าวว่า ‘ถ้าให้พูดตรงๆ อ. หรือนักวิจัยของไทยส่วนหนึ่งก็คิดงานเองน้อยมากลอกเขาเยอะ ขนาดจบนอกมากัน งานวิจัยก็ไม่ได้สามารถนำมาใช้ได้จริง (ผลการทดลอง ผมว่ายังมีที่การทดสอบยังไม่แน่นอน แล้วไปฟันธงว่าใช้ได้ พอทำซ้ำหรือนำไปประยุกต์กับไม่ได้ ซึ่งจริงๆก็เหมือนกับโมเมเอาเอง ก็เยอะครับ) เพราะถูกบีบจากนโยบายรวมถึงเงินที่จะได้เข้ากระเป๋า มันก็น่าเห็นใจแหล่ะครับสำหรับ อ. บางท่านที่ต้องคิดถึงตัวเองก่อนมันเป็นธรรมชาติครับ รวมถึงเล่นพรรคพวก มันช่วยไม่ได้อีกล่ะครับ เพราะมันมีทุกที่ หรือ อ. จะปฏิเสธว่าเมืองนอกก็ไม่มีคนที่เล่นพวกพ้อง...’
ตอบ: ผมไม่ทราบว่าจริงเท็จประการใด แต่ก็สนับสนุนความคิดที่ว่างานวิจัยที่ทำนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มความรู้พื้นฐานแล้ว ควรนำมา หรือมีศักยภาพที่จะประยุกต์ใช้ได้ เคยได้ยินจากน้องคนหนึ่งว่า อ.พรชัย เคยกล่าวไว้คราวไปฝรั่งเศส ว่างานวิจัยบ้านเราคล้ายกับการปลูกต้นองุ่น (พอดีว่าฝรั่งเศสเค้าดังเรื่องไวน์) คือเราอยากได้องุ่นพันธุ์ใดก็เอากิ่งไปทาบ ให้ออกผลมา แต่รากเหง้ากลับไม่มี ดังนั้นโดยส่วนตัวผมว่าต้องมีการศึกษาควบคู่กันไป ทั้งงานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และวิจัยประยุกต์

อีกเรื่องที่อยากจะเขียน คือเรื่องการสนับสนุนงานวิจัย ที่ต่างประเทศนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับใด เพียงคุณมีความคิดใหม่ มีศักยภาพ มีแนวคิดริเริ่ม โครงการวิจัยนั้นก็จะได้รับการพิจารณาเท่าเทียมกัน แตกต่างจากบ้านเรา ถ้าคุณเป็นนักวิจัยรุ่นและหน้าใหม่ ที่เพิ่งจบมา (ไม่เกิน 5 ปี?) อายุน้อย (เกิน?) ถึงแม้ว่าจะมีแนวคิดดีอย่างไร คุณก็ยังคงถูกมองว่าเป็นมือใหม่อย่างนั้น

ท้ายนี้ รู้สึกดีครับที่มีคนออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งนโยบายต่างๆ ที่จะนำ หรือ นำออกมาใช้แล้ว ควรเป็นอย่างนี้ คือควรให้บุคลากร หรือส่วนที่เกี่ยวข้อง ออกมาแสดงความคิดเห็น ข้อดี และข้อเสีย เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุด ท้ายสุดจริง ๆ ครับคือผมได้ข่าวว่ามีการยกเลิกการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไปแล้วครับ


By: TJ February 9, 2010 20:32

[Back to top...]
Post Reply to this Topic
 
Reply:
PIN: (โปรดพิมพ์เลขหนึ่งสามตัวในช่องว่างนี้)
Name:
Email:
 
 
Special Tags:

Bold = [b]Bold[/b]

Gallus gallus domesticus = [i]Gallus gallus domesticus[/i]

WARNING! = [font color=#FF0000]WARNING![/font]

http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi = [url]http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi[/url]

scnop@mahidol.ac.th = [email]scnop@mahidol.ac.th[/email]

= //Angry

= //Grin

= //Kidding

= //Laugh

= //Sad

= //Wow

= //Smile

= //Cool

= //Huh

= :-D

Insert picture [img]http://www.somewhere.com/somefile.jpg[/img]

Department of Biology, Faculty of Science, Mahidol University
Rama VI Road, Rachadhavi, Bangkok 10400 Thailand

Tel. (+66) 2201-5250 Fax. (+66) 2354-7161
Webmaster: scnop@mahidol.ac.th