go บทสัมภาษณ์ประชาคม ชาวคณะวิทยาศาสตร์
บทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร. อมเรศ ภูมิรัตน
  ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2550
  (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550) Bookmark and Share
   
ในฐานะที่คณะวิทยาศาสตร์ เป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีการจัดตั้งคณะทำงานด้าน KM แล้ว และมีกิจกรรมต่างๆค่อนข้างมาก จึงใคร่ขอเรียนถามท่านคณบดีในฐานะผู้บริหาร เกี่ยวกับแนวนโยบายและการดำเนินงานทางด้าน KM ของคณะวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้
   
1. คณะทำงาน KM เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงเกิด และคณะทำงานประกอบด้วยใครบ้าง
  ผมไม่คิดว่าระบบการทำ KM ของคณะวิทยาศาสตร์จะดี ยังไม่ดี ที่จริงเราเพิ่งเริ่ม ยังใหม่ในวงการนี้ค่อนข้างมาก แต่เป็นเรื่องที่เราอยากเห็นให้มันเกิดขึ้น และมีความเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต พูดถึงคณะกรรมการ KM .. ที่เกิดขึ้นเพราะตอนนั้นกระแส KM ค่อนข้่างแรง ต้องยอมรับว่า ในระยะแรกยังไม่ได้สนใจ KM เท่าไหร่ แต่ต่อมาประชาคมของคณะฯ เริ่มจะมีเสียงพูดกันมากกว่า KM เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องควรทำ ผู้บริหารจึงพยายามทำความเข้าใจว่า KM คืออะไร เมื่อเห็นว่าเป็นความต้องการของบุคลากร ทางคณะฯ จึงสนอง จะได้เรียนรู้ ไปด้วยกัน และได้ตั้งคณะกรรมการ KM นี้ขึ้นมา ที่จริงก็เป็น KM อย่างหนึ่ง คือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากร ดูความต้องการของบุคลากร และให้การสนับสนุน
  " ... Center of Excellence ที่คณะเราตั้งขึ้น ซึ่งตอนนี้มีเกือบ 10 centers แล้ว มันก็ควรจะมีห้อง lab มีเครื่องมือ มีเงินสำหรับทำวิจัย แต่ห้องที่สำคัญที่สุดใน COE คือ ห้องกาแฟ ..."
     
  ในคณะกรรมการ KM ประกอบไปด้วยที่ปรึกษาคณบดี คือ อาจารย์ชโลบล (ศ.ดร.ชโลบล อยู่สุข) มีอาจารย์นทีทิพย์ (ศ.ดร.นทีทิพย์ กฤษณามระ) เป็นประธาน มีรองคณบดี 2 ท่านอยู่ในนั้น คือ อาจารย์บัวรอง (ผศ.บัวรอง ลิ่วเฉลิมวงศ์) และอาจารย์ศันสนีย์ (รศ.ดร.ศันสนีย์ ชัยโรจน์) มีกลุ่มอาจารย์รุ่นใหม่หน่อย มีบุคลากรสายสนับสนุน ทั้งที่เป็นวิชาการและธุรการ จะเห็นว่ามีความหลากหลายค่อนข้างมาก กรรมการชุดนี้ตั้งไปเมื่อ วันที่ 14 มิถุนายน 2549
       
2. วัตถุประสงค์ ของ KM ทำไปเพื่ออะไร ทำไมจึงเริ่มเรื่อง KM
  มาจากธรรมชาติของคนในคณะฯ กฎของ ก.พ.ร. ก็มี แต่เราไม่ได้ทำเพราะกฎของ ก.พ.ร. ผมว่า่การตั้งกรรมการไม่ใช่เป็นจุดเริ่มต้น กระบวนการ KM มันมีอยู่แล้ว คณะนี้เป็นคณะวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มันไปเร็ว ความรู้์ที่อยู่ใน textbook มันล่าช้ากว่าที่เกิดไป 2-3 ปี และกว่าความรู้จะลงใน journal ก็ใช้เวลาเป็นปี หลังจากที่คนคิดค้นได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่ทันสมัยจริงๆ คือความรู้ที่ี่มาจากการสัมมนา การพูดคุยกัน มีอาจารย์จากต่างประเทศ หรือคนได้รับรางวัลโนเบล มาพูดคุยให้ฟังว่าผลการทดลองที่เขาค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ คืออะไร ก็เป็นความรู้ที่ใหม่ .. วงการวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงมากและต้องการความรู้ที่ใหม่ คนเลยจัด seminar, symposium กันบ่อยครั้ง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน แลกเปลี่ยนผลการทดลอง .. ด้วยเหตุผลที่คนอยากได้ความรู้เดี๋ยวนั้น ไม่ใช่อ่านจาก textbook หรืออ่านจาก e-journal
       
ในวงการวิทยาศาสตร์ แนวความคิดแปลกๆใหม่ๆ แนวความคิดที่เป็นนวัตกรรม บางครั้งเกิดจากคนๆ เดียวได้ นั่งคนเดียวแล้วคิดออก แต่หลายครั้งเกิดจากการได้พูดคุยกัน สื่อสารกัน ผมจะยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น เทคโนโลยีการตัดต่อยีน recombinant DNA เกิดที่ไหน ได้อ่านมาว่าจริงๆ แล้วมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คน คนหนึ่งคือนาย Herb Boyer อยู่ที่ UC ซานฟรานซิสโก ซึ่งสามารถที่จะรู้ถึงตัวเอนไซม์ที่จะตัด DNA ที่มีความจำเพาะ อีกคนหนึ่งคือนาย Stan Cohen อยู่ที่สแตนฟอร์ด รู้วิธีที่จะถ่าย DNA จากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง สองคนนี้มาประชุมที่ฮาวาย แล้วไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ แล้วเกิดพบว่า่ ถ้าเอาความรู้สองอย่างนี้มารวมกัน จะได้เทคโนโลยีู้ใหม่ คือ ตัดยีนที่ถูกต้อง เอาไปใส่ในพาหะ คือ vector แล้วเอาไปถ่ายทอดยีน .. ความรู้ใหม่ๆ พวกนี้เกิดจากการพูดคุยกัน เพราะฉะนั้น recombinant DNA ไม่ได้เกิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก ไม่ได้เกิดขึ้นที่สแตนฟอร์ด แต่เกิดขึ้นที่ในร้านกาแฟ
   
  อาจารย์ JS (ศ.ดร. ม.ร.ว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์) พูดอยู่เสมอว่า center of excellence ที่คณะเราตั้งขึ้น ซึ่งตอนนี้มีเกือบ 10 centers แล้ว มันก็ควรจะมีห้อง lab มีเครื่องมือ มีเงินสำหรับทำวิจัย แต่ห้องที่สำคัญที่สุดใน COE คือ ห้องกาแฟ หลายๆ คน บอกว่านี้เป็นเรื่องจำเป็น อาจารย์ชิษณุสรรเคยให้ข้อมูลว่า ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็เหมือนกัน ห้องอาหารเป็นห้องที่สำคัญที่สุด ที่ทุกคนมาเจอกัน พูดคุยกัน อันนี้ก็คือ KM ถามว่ามันเพิ่งเริ่มเหรอ ไม่ใช่หรอก ผมว่ามันเริ่มมานานมากแล้ว นักวิทยาศาสตร์เป็นโรคแปลก อาจจะบอกว่าขี้คุยก็ได้ เวลาพบอะไรใหม่ๆ ชอบพูดให้เพื่อนฟัง ชอบพูด seminar นั่นก็คือการแบ่งปันความรู้กัน การ share ความรู้กัน
       
  ระยะหลังเมื่อระบบสิทธิบัตรเข้ามา มันกีดกันตรงนี้พอสมควร หลายๆ คนต่อต้านระบบสิทธิบัตร ด้วยเหตุผลว่ามันจะต่อต้านการ share ความรู้ เพราะกฎข้อหนึ่งของสิทธิบัตรคือห้ามเปิดเผย ห้ามเผยแพร่ก่อนที่จะไปขอจด และทันทีที่มีสิทธิประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น การแลกเปลี่ยนความรู้จึงมีส่วนถูกกระทบบ้าง แต่ในวงการวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้ว คนไม่ค่อยห่วงเรื่องสิทธิบัตร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการ share ความรู้ เกือบจะเรียกได้ว่าเป็น Second Nature ของกระบวนการวิทยาศาสตร์อยู่แล้่ว มี seminar มี workshop มี science cafe มี journal club มีห้องกาแฟ ห้องอาหาร ที่นั่งคุยกัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นการ share ความรู้ .. แต่คณะกรรมการ KM ตั้งขึ้นเพียงเพื่อให้แน่ใจว่าการ share ความรู้มีขึ้นอย่างเป็นระบบ และถ้ามีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆี มี web-based ต่างๆ ก็อยากให้แน่ใจว่าของพวกนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างมีระบบ นั่นคือ จัดการ share ความรู้ที่มีอยู่แล้วในคณะฯ นี้ ใ้ห้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น
 
KM กับความรู้ที่ได้รับการตีพิมพ์    
  ถ้าความรู้ตีพิมพ์อยู่ในกระดาษหรืออยู่ในอิเล็กทรอนิกส์ จะอยู่ได้นาน ค้นหาย้อนหลังได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้ที่ไม่ได้ตีพิมพ์ก็เป็นส่วนที่สำคัญ แต่ี้ถ้าเผยแพร่กันปากต่อปาก มันเพี้ยนได้ง่าย เรากำลังคุยกันถึงความรู้ที่ถูก screen แล้ว กับความรู้ที่ยังไม่ได้ถูก screen มากกว่า เช่น ถ้าพูดถึง journal มันต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ reviewers จะเป็นคนบอกว่าถูกต้องนะ ตีพิมพ์ได้ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ แนวความคิดทีไม่ได้รับการตีพิมพ์ี้ อาจจะถูก อาจจะจริง แต่มองคนละแง่คนละมุมกัน และถ้าเอาความรู้ในโลกตะวันออก เช่นโรคเมืองร้อน ไปให้ editor ในอเมริกาพิมพ์ อาจไม่รับพิมพ์ก้ได้ ไม่ใช่เพราะเรื่องไม่ดี แต่เพราะหาตลาดไม่ได้ อาจเป็นเพราะมีแง่เศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
  ผมเองคิดว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างมันควรจะถูก document ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าเป็นรูปแบบการสัมภาษณ์ เทป หนังสือ หรือวารสาร ส่วนเราจะให้คุณค่าอะไร ตรงไหน มันอีกเรื่องหนึ่ง วงการวิทยาศาสตร์บอกว่าถ้า document อยู่ในรูปของ journal จะให้คุณค่ามาก ถ้า document ในรูปเทป interview แบบนี้ คุณค่าน้อยหน่อย แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นความรู้ ที่จริงแล้วเราควรเก็บไว้ทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่ตอนนี้ reviewer บอกว่ามีคุณค่า แต่อีก 10 ปีข้างหน้าคุณค่าอาจถูก shift มาอยู่อีกทางได้ ปัจจุบันบอกว่าคุณค่าของวารสารที่มี peer review มีคนอ้างอิงเยอะ เป็นเรื่องที่ดี คุณค่าอยู่ตรงนี้ ในอนาคตอาจจะบอกว่า วารสารที่ไม่มี peer review ซึ่งเป็น electronic อาจจะเป็นของดีก็ได้ หรือพิมพ์อะไรบน web โดยต้องไม่ผ่าน publisher อาจมีคนนิยมอ่านเยอะกว่า publisher นั้นเขาคือใคร เขารู้มากจริงๆหรือ? เขามีสิทธิชี้เป็นชี้ตายเรื่องนี้หรือ? ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน .. สำหรับผม KM เป็นเรื่องของความรู้ทั้งหมด ขึ้นกับว่าอยู่ในรูปแบบไหน
 
  ทางด้านวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน Multidisciplinary มีความจำเป็นอย่างเหลือหลาย จำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยกัน ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มเดียวกัน แต่ต้องมีการพูดคุยกันข้ามกลุ่มด้วย การจัดเก็บความรู้จากการพูดคุยกันไม่ยาก ทำได้ แต่ที่ยากกว่าคือทำให้คนเหล่านี้มาเจอกันและพูดคุยกัน
       
3. มีการกำหนดวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด KM หรือไม่ อย่างไร
  วัตถุประสงค์มีการกำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ KM แต่ตัวชี้วัดหรือ KPI ยังไม่ชัดเจน ไม่แน่ใจ เพราะ KPI ต้องเป็นอะไรที่พอดี พอเหมาะ .. อาจจะเป็นได้ว่าคณะกรรมการชุดนี้ยังใหม่ ต้องคุ้นเคยกับระบบไปสักพักจึงจะรู้ว่า KPI ที่ดีนั้นคืออะไร จับอะไรถึงจะถูก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจัด Science Cafe แล้วบอกว่าวัตถุประสงค์คือ ต้องให้คนหลายๆ กลุ่ม ได้พูดได้คุยกัน .. และ KPI คือ 1. มีหลักสูตรที่เป็น Multidisciplinary เกิดขึ้นกี่หลักสูตร หลังจากคุยกันแล้ว 2. KPI คือ มี publications ที่เป็น joint publications เท่านั้นเท่านี้ 3. มี research grants กี่ทุนที่ขอร่วมกัน หลังจากจัด Science Cafe แล้ว หรือแม้กระทั่ง 4. เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการได้พูดคุยกัน .. ถ้าทำ KPI ในลักษณะนี้ผมว่ายาก เพราะมันต้องมีแรงกระตุ้นจากที่อื่นอีกด้วย แต่ว่าถ้า KPI ถามว่า ได้จัดอาทิตย์ละกี่หน ปีละกี่หน อันนี้ทำได้ จำนวนคนฟังเท่าไหร่ จากภาควิชาหลากหลายมั๊ย แจกแบบสอบถามแล้วดูจากตรงนั้น ก็พอทำได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่า KPI เราจะลงลึกขนาดไหน .. สรุปคือ ยังไม่มี KPI แต่อีกสักพักอาจจะเหมาะ เราคงต้องมาดูว่ากิจกรรมแต่ละอย่าง ว่าเราจะสร้าง KPI ในลักษณะไหน .. เรายังไม่ได้ดูเรื่องนี้ค่อนข้างชัด อาจถึงเวลาที่อาจต้องดูแล้วก็ได้
 
4. อะไรเป็น Key Success Factor ของคณะฯ เกี่ยวกับเรื่อง KM
  ผมไม่แน่ใจว่าคณะวิทย์ success ในเรื่อง KM นะ .. ถ้า success คงเป็นเพราะบุคลากรมากกว่า ไม่ใช่เป็นเพราะผู้บริหารให้ความสนใจ ไม่ใช่เพราะตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งแล้วมันจะ success หรือไม่ใช่เป็นเพราะผู้บริหารให้ budget ไปเลี้ยงกาแฟ แต่เป็นเพราะบุคลากรของคณะฯ เป็นคนที่สนใจและอยากรู้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เราจัดเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ มีคนมาฟังค่อนข้างเยอะ บุคลากรมีความสนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว เราจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้ภรรยาของ Prof. ญี่ปุ่นมาสอนจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น คนก็มาเยอะ ปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่ความสนใจของคน ประกอบกับเนื้อหาที่เราตั้งไว้ในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง คณะฯ ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมาฟัง แต่ถ้าเป็นหน่วยงานที่ไม่ใหญ่มากนัก จัดขึ้นในหน่วยงานเป็นประจำทุกวัน มานั่งคุยกัน ถ้าจัดดี ทุกคนในหน่วยงานมากันสม่ำเสมอ ก็แสดงว่าสำเร็จ .. ขึ้นกับความอยากรู้ของคน มากกว่าระบบหรือวิธีการจัดการ
  การจัดเก็บความรู้ ยังไม่แน่ใจว่าเราทำเป็นระบบแล้ว คงต้องพยายามจัดเก็บให้ดี และนำไปใช้์ในอนาคตเพื่อพัฒนาอะไรต่อ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่น่าทำ เราอาจจะหาวิธีประมวลความรู้ KM เหล่านี้ มีีวิธีการค้้นข้อมูล .. ก็ไม่เลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้พอพูดถึงระบบอิเลกทรอนิกส์แล้ว ความต้องการทางด้าน space ก็คงจะน้อยลง ก็คงเป็นไปได้
   
  5. ปัญหา อุปสรรค ที่พบคืออะไร และแก้ไขอย่างไร
  เวลาว่างไม่ตรงกัน บุคลากรหลากหลาย งานเยอะ เป็นองค์กรใหญ่ การที่จะพยายามเอาคนมารวมกัน ทีละเยอะๆ ก็เป็นปัญหา แต่ว่ามันก็ไม่เชิงปัญหา คือเราก็พอใจ ถ้ามีคนมาร่วมน้อยไป แต่ทุกคนเป็นคนที่อยากรู้จริงๆ .. ผมว่าคงไม่ใช่เพราะคนไม่อยากมาู้ แต่มีงานอื่นต้องไปทำ มีภาระหน้าที่เยอะ เลยมาไม่ได้ ผมว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่ภาระงานของเราค่อนข้างมาก ทำให้เรา participate ในเรื่องพวกนี้ได้น้อย ที่จริงนี่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะของคณะวิทย์ แต่เป็นของมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป งานเยอะจนเราไม่มีเวลาได้นั่งคิด นั่งพูด นั่งคุย .. Innovation เลยไม่ออก สังคมไทยอยากได้ีนวัตกรรมใหม่ๆ มันถึงจะผลักดันให้เศรษฐกิจไปได้ แต่ innovation จะไม่เกิด ถ้าหากเรามัววุ่นวายกับงาน routine เยอะๆ .. มันลำบาก และ KM จะเป็นตัวช่วยให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ ขึ้น ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดี ผมเคยไปร่วมกับอาจารย์วิจารณ์ (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) หนหนึ่ง สมัยนั้นเขาพาไปพิจิตร ไปคุยกับปราชญ์ชาวบ้าน มันใช้เวลานะ เดินทางเข้าไปในชนบท แต่นั่งคุยแล้วได้ความรู้เยอะ เราต้องให้เวลากับมัน พวกปราชญ์ชาวบ้านมีความรู้เยอะมาก แต่ไม่ได้อยู่ในกระดาษแบบนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ความจำ ถ้าเราได้ document พวกนั้นก็จะดี
   
  เรื่องของเรื่องก็คือ ทุกคนบอกว่าไม่มีเวลา แต่ที่จริงมองลึกๆ เราใช้เวลาผิดประเภทเยอะ โดยที่ให้เวลากับการนั่งคิด นั่ง digest น้อยลง ถ้าจะแก้ปัญหานี้อาจต้องทำให้วันหนึ่งมี 30 ชั่วโมง .. เวลาเราจัดอะไร อยากให้คน 2-3 กลุ่มได้มาเจอกัน เช่น อาจารย์ นักศึกษา ฝ่ายสนับสนุน แต่เวลาว่างไม่เคยตรงกันเลย เรื่องการให้เวลากับกิจกรรม KM เป็นปัญหาแรกๆ สถานที่ผมคิดว่าไม่มีปัญหา สถานที่เราค่อนข้างจะดีพอ นั่งห้องแอร์ก็ได้ หรือไปนั่งตามสวนนกเงือก สวนป่า ก็ได้ เครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในแง่น้ำชา กาแฟ คณะฯ ก็ค่อนข้างจะเอื้อ ปัญหาอุปสรรคใหญ่ก็คือเรื่องเวลา
   
  พูดถึงการใช้ IT เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ผมว่าก็ดีนะ น่าสนับสนุน ดูจากคนรุ่นใหม่ๆ เขา chat กัน ดูมีความสุขดี .. แต่ถ้าถามผม ไม่ล่ะนะ ผมเลือกพูดคุยกันอย่างนี้มากกว่า ไม่ชอบอยู่คนละห้องและพิมพ์คุยกัน ไม่ได้ทำ แต่ถ้าทำได้ก็จะเป็นอีกระบบหนึ่ง .. จะลอง implement ในคณะฯก็ได้ ถ้าหากคนส่วนใหญ่ต้องการแล้วบอกผู้บริหาร ก็จะทำให้เกิดระบบนี้ได้ คงจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบ ผมคิดว่าอย่างนั้น ตอนนี้บางภาควิชา เช่น Biotech ใช้ e-mail loop แสดงความคิดเห็นโต้ตอบกัน ค่อนข้างได้ผล แต่คงไม่ได้ทดแทนการพบปะกัน คงเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมเข้ามา
   
  6. มองทิศทางในอนาคตของคณะฯ เกี่ยวกับเรื่อง KM ไว้อย่างไร
  คณะฯ พร้อมจะสนับสนุน ถ้าเราได้ข้อแนะนำดีๆ .. พูดจริงๆ ก็คือ เรายังไม่ได้มอง KM เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคณะฯ สักเท่าไหร่ เรามี forum ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ feedback เราอยากได้ความคิดเห็นของคนเยอะๆ เพื่อมาช่วยในการบริหารคณะ อันนี้ใช่ แต่เรายังไม่ได้ลงลึกมากพอที่จะไปกระตุ้นให้ตรงนี้เกิดขึ้น เช่น เรายังไม่ได้บอกว่าทุกภาควิชาจะต้องทำ KM ... เราเห็นความสำคัญของ KM การได้คำแนะนำ ได้สื่อ ไ้ด้พูด ได้คุย เป็นเรื่องที่ดี แต่เรายังไม่ได้ทำอะไรให้เกิด KM มากๆ ยังไม่ได้มองถึงการทำแบบเป็นระบบ ว่าให้ทุกคนในทุกระดับมาเจอกัน ผมว่าเรายังไม่ได้มองชัดๆ ตรงนั้น ไวู้ให้จัดระบบเสร็จ แล้วดูว่าเราขาดตรงไหน คงจะต้องหาทาง พยายามหาวิธีการ หาเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วย .. ตอนนี้มันเป็นธรรมชาติ ใึครอยากทำอะไรก็ให้ความสนับสนุนมากกว่า ไม่ฝืน ผมว่าทิศทางที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นทิศทางที่ดีที่สุด
       
  7. คณะฯ มีการใช้เครื่องมือ (Tools) หรือเทคโนโลยีอะไรในการทำ KM
  มีีการใช้อิเล็กทรอนิกส์ มี e-mail ในการติดต่อกัน มี webpages เป็นการใช้ IT ทั่วๆไปในการทำงาน ไม่มี Tools อะไรเป็นพิเศษเพื่อทำ KM โดยเฉพาะ แต่ถ้าหากได้ข้อเสนอแนะดีๆ จากบุคลากรที่สนใจทางด้าน KM ผมเชื่อว่าคณะฯ ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน
       
  8. คณะฯได้รับอะไรจากการทำ KM หรือคาดหวังอะไรจากการทำ KM
  ผมว่าประโยชน์เยอะนะ อย่างน้อยทำให้คนได้พูดได้คุยกัน หมายถึงคนทุกระดับ นักศึกษาด้วย ทำงานร่วมกันได้ ้รู้ปัญหาซึ่งกันและกัน สามารถนำข้อคิดเห็นต่างๆ ไปพัฒนาคณะฯ KM อาจจะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเรา .. เราไม่ค่อยแสดงความเห็น หรือเมื่อแสดงความเห็นแล้ว ถ้าเป็นความเห็นที่ไม่ดี ก็จะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง กลัวว่าจะถามคำถามโง่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมว่าทำให้ inhibit ความคิดค่อนข้างมาก อย่างเวลาที่มี seminar หรือแม้กระทั่งเวลาประชุม การออกความเห็นจะไม่มากนัก (ในบางเรื่อง) ต่างจากคนยุโรป หรือคนอเมริกัน พวกนี้ออกความเห็นกันมาก แม้แต่ในเด็ก ครูถามอะไรไป เด็กไทยมักจะไม่ค่อยตอบ แต่ถ้าเป็นเด็กอเมริกันจะรีบยกมือ แย่งกันตอบ เป็นเรื่องของพฤติกรรมของเราเองที่ไม่ค่อยแสดงออก เรากลัวผิด หรืออะไรสักอย่าง
   
  เราคงต้องทำบรรยากาศ เพื่อให้คนที่อยากให้ข้อคิดเห็น กล้าพูด .. พวกนี้ใช้เวลา หนแรกอาจไม่มีใครกล้าพูด ต้องค่อยๆ ทำไป อาจต้องเปลี่ยนเรื่องพูดคุย ให้เป็นเรื่องที่เขาพร้อมจะสนทนามากขึ้น KM อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคลากร นักศึกษาของเราเอง กล้าที่จะแสดงความเห็นมากขึ้น ถ้าทำอย่างนี้ได้ ผมว่าก็จะมีส่วนช่วยสังคมบ้านเราได้มากขึ้น
   
  9. ผู้นำมีนโยบายอย่างไร มีการสร้างบรรยากาศ ชี้นำอย่างไร
  คงต้องพยายามรณรงค์ให้คนได้มาพูดมาคุยกันมากขึ้น จัดกิจกรรมเยอะๆ การสร้างบรรยากาศเป็นเรื่องสำคัญ ผมอยากเห็นลักษณะที่เป็น informal มากขึ้น อยากจะจัด music ในสวนป่าหรืออะไรทำนองนี้ ทำมากขึ้น บ่อยขึ้น จริงอยู่เรามีกิจกรรมมาก แต่การจัด seminar ค่อนข้าง formal มากเกินไป ที่จริงผมพยายามจะยุให้ทำร้านกาแฟ coffee corner อยากจัดบรรยากาศให้คนได้มานั่งคุยกันอย่าง informal เพราะตอนนี้บรรยากาศในคณะฯ ส่วนใหญ่จะ formal มากเกินไป
   
  สรุปว่า ตอนนี้คณะวิทยาศาสตร์มี KM แบบเป็นธรรมชาติ และผู้บริหารพร้อมให้การสนับสนุน แต่ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและยังไม่มีตัวชี้วัด แต่ในอนาคตอยากให้มีตัวชี้วัดทีดีด้วยเช่นกัน
   
สัมภาษณ์โดย ... รุจเรขา
บทสัมภาษณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของสาระนิพนธ์ เรื่อง "สถานการณ์และแนวโน้มของการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัยมหิดล"
โครงการพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยมหิดล รุ่นที่ 4
 
http://www.sc.mahidol.ac.th - ปรับปรุงครั้งล่าสุด : 26 มีนาคม 2552
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2552 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

272 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
ติดต่อเรา : scwww@mahidol.ac.th